ไขมันพอกตับ โรคที่ไม่มียารักษา แต่มันมีวิธีที่ลดไขมันพอกตับได้ ต้องทำอย่างไรบ้างนะ

ปัจจุบันพฤติกรรมการกินอยู่ในชีวิตประจำวันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พบคนไทยเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการกินอยู่ที่ไม่เหมาะสมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในกลุ่มนี้คือ โรคไขมันพอกตับ

โรคไขมันพอกตับ ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ แต่สามารถนำไปสู่ภาวะตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้  ถือเป็นภัยเงียบที่ไม่มีสัญญาณเตือน การตรวจคัดกรองสุขภาพตับจึงมีความจำเป็นอย่างมาก

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไขมันพอกตับ

  • การตรวจเลือด ในภาวะไขมันพอกตับระยะเริ่มต้น ค่าการทำงานของตับมีค่าปกติได้ แต่ในรายที่มีตับอักเสบจากไขมันพอกตับร่วมด้วย จะพบค่าการทำงานของตับผิดปกติ
  • การตรวจอัลตราซาวด์ สามารถตรวจพบไขมันพอกตับได้
  • การตรวจอัลตราซาวด์ตับโดยเฉพาะ (Liver elastography) วัดค่าระดับพังผืดที่ตับ
    ภาวะพังผืดของตับ เกิดจากการที่ตับได้รับอันตรายจากภาวะต่างๆ เช่น ไขมันพอกตับ การติดเชื้อไวรัสตับ เป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และสร้างพังผืดตามมา หากปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง จะทำให้เกิดภาวะตับแข็งในที่สุด
    การตรวจระดับภาวะพังผืดของตับ จึงสำคัญมากในการบอกภาวะอักเสบของตับ โดยตรวจอัลตราซาวด์ตับโดยเฉพาะ (Liver elastography) ซึ่งมีความปลอดภัย ไม่เจ็บ ไร้รังสีอันตราย และใช้ระยะเวลาไม่นาน
  • การตรวจชิ้นเนื้อตับ

หมายเหตุ: ราคาโปรโมชั่นนี้เฉพาะคนที่ทำการมัดจำจองคิวเท่านั้น
ราคาข้างต้น
– รวมค่าแพทย์และค่าส่งรูปผ่านไลน์หลังตรวจแล้ว
– ไม่รวมค่า USB หากคนไข้ต้องการรูปใส่ลงใน USB จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
เงื่อนไขเป็นไปตามที่คลินิกกำหนด

ปัจจัยเสี่ยงของโรคไขมันพอกตับ

ปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่แท้จริงของโรคไขมันพอกตับที่ไม่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ แต่พบว่าอาจเกิดจากปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง ดังนี้

  • กลุ่มอาการอ้วนลงพุง (Metabolic syndrome)
    • รอบเอวที่เกิน 90 ซม. ในผู้หญิง และ 100 ซม. ในผู้ชาย
    • ความดันโลหิตสูง
    • ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง มากกว่าหรือเท่ากับ 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
    • ระดับไขมันดี HDL น้อยกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในเพศชาย และน้อยกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในเพศหญิง
    • ระดับน้ำตาลในเลือดสูง มากกว่า 110 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
  • โรคเบาหวาน โรคอ้วน และโรคไขมันสูง
  • การรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูงเป็นประจำ เช่น ไขมัน น้ำตาล แป้ง
  • สตรีวัยหมดประจำเดือน
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA)
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยาเคมีบำบัด ยากลุ่มสเตียรอยด์ ยาต้านไวรัสบางชนิด

อาการ 4 ระยะ…ของโรคไขมันพอกตับ

ไขมันพอกตับ มีการดำเนินโรคเป็น 4 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 พบการสะสมของไขมันอยู่ภายในเนื้อตับ แต่ยังไม่มีการอักเสบหรืออาการใดๆ

ระยะที่ 2 มีการอักเสบของตับ และเซลล์ตับถูกทำลายบางส่วน หากปล่อยทิ้งไว้อาจกลายเป็นโรค “ตับอักเสบเรื้อรัง” ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ภายใน 6 เดือน

ระยะที่ 3 มีภาวะตับอักเสบเรื้อรังและเกิดพังผืดสะสม เซลล์ตับจึงถูกทำลายไปเรื่อยๆ

ระยะที่ 4 มีภาวะตับแข็ง ตับเสื่อมสมรรถภาพจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดี มีโอกาสพัฒนากลายเป็นมะเร็งตับได้ในอนาคต

สิ่งที่ควรทำเพราะเป็นการดูแลตับ

  • ดื่มน้ำสะอาดมากๆ จิบน้ำบ่อยๆ
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นอาการที่มีกากใยสูง หลีกเลี่ยงอาหารประเภทไขมัน หากจำเป็นควรเลือกชนิดที่มีไขมันดี (HDL)
  • ล้างผัก-ผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน เพื่อให้มีสารปนเปื้อนน้อยที่สุด
  • ออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ได้อย่างน้อยครั้งละ 30-40 นาที สัปดาห์ละ 4-5 วัน รวม 150 นาทีขึ้นไปต่อสัปดาห์
  • ขับถ่ายเป็นประจำ อย่าปล่อยให้ท้องผูก
  • หากมียาที่ต้องกินเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรอย่างสม่ำเสมอ
  • ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อค้นหาความผิดปกติของตับ แม้ยังไม่มีอาการแสดง
  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยดูจากค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index : BMI) ซึ่งมีสูตรคำนวณ คือ น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (เมตร) ยกกำลัง 2 (BMI = kg/m2)

ข้อมูลการคำนวณ BMI: กองออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณะสุข

สิ่งที่ควรเลี่ยงเพราะจะทำร้ายตับ

  • ลดการกินของหวาน ของมัน สิ่งที่ทำให้เสี่ยงน้ำหนักตัวเกิน
  • เลิกสูบบุหรี่ ทั้งบุหรี่ทั่วไปและบุหรี่ไฟฟ้า ไม่อยู่ในสถานที่ที่ต้องได้รับควันบุหรี่จากผู้อื่น
  • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • เลิกใช้สารเสพติดต่างๆ ยาฆ่าแมลง
  • เลิกกินยาหรือสมุนไพรโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ปกติแล้ว การตรวจสุขภาพประจำปีจะมีการตรวจค่าการทำงานของตับในเบื้องต้น แต่ใครก็ตามที่มีปัจจัยหรือพฤติกรรมเสี่ยงเป็นโรคไขมันพอกตับ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตับแบบเจาะลึก (Liver Elastography Program) เพื่อค้นหารอยโรคไขมันพอกตับ ที่สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะต้นๆ เพื่อการป้องกันการลุกลามและรักษาได้ทันท่วงที เพราะหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ตรวจคัดกรองและทำการรักษาจนผู้ป่วยมีภาวะตับแข็งแล้ว การรักษาจะเป็นแค่การควบคุมอาการ และการลดไขมันในตับให้น้อยลงเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่โรคจะไม่หายขาด

Liver Elastography Program เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้แทนการตรวจตับเพื่อหาปริมาณไขมันและพังผืดในตับ ซึ่งตรวจง่าย ได้ผลเร็วโดยไม่ได้รับความเจ็บปวดใดๆ

เลื่อนรูปภาพเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม ☝☝☝

วันและเวลาทำการ รักษาคลินิก

วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 16:00 – 19:00 น. หยุดวัน พฤหัส
วันเสาร์ – วันอาทิตย์ เวลา 9:00 – 12:00 น
*จองคิวเท่านั้น*

หมายเหตุ:

  • ทางคลินิก ไม่มีบริการ รักษาออนไลน์ การรักษาของทางคลินิก เป็นการตรวจร่างกายหาสาเหตุและทำการรักษาเพราะอาการเหมือนกัน สาเหตุอาจมาต่างกัน

Discover more from รักษาคลินิก By Dr.Nick

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading