คัดกรองมะเร็งตับ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ โดยไม่ต้องเจาะตับ รู้ผลทันที

มะเร็งถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยจากข้อมูลสถิติทะเบียนมะเร็งประเทศไทยโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติปี 2565 รายงานว่าแต่ละปีจะมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ประมาณ 140,000 คนต่อปีหรือคิดเป็นประมาณ 400 คนต่อวัน

โดยมะเร็งที่ครองแชมป์มากที่สุดเป็นอันดับ 1 นั่นก็คือ มะเร็งตับ

โรคมะเร็งตับเป็นมะเร็ง ที่พบได้มากที่สุดอันดับหนึ่งของมะเร็งที่เกิดในผู้ชายโดยมักพบในอายุ 30 – 70 ปีและพบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณสองถึงสามเท่า

โดยโรคมะเร็งตับในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ จึงทำให้คนที่เป็นโรคนี้ในระยะแรกไม่ทราบ ว่าตัวเองเป็นมะเร็งตับแล้ว

เมื่อ  “ตับ” โดน “ทำร้าย”

ภาวะตับอักเสบเรื้อรังเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ภาวะไขมันพอกตับ  การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ติดต่อกันเป็นเวลานาน  การใช้ยาเกินความจำเป็น  การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ฯลฯ 

เมื่อตับอักเสบติดต่อกันเป็นเวลานาน เซลล์ตับจะเสียหายมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เกิดภาวะตับแข็งได้ 

อาการของผู้ป่วยโรคตับแข็งแบ่งได้ 2 ระยะ  คือระยะไม่แสดงอาการ  โดยส่วนใหญ่ผู้ที่มีภาวะตับแข็งจะอยู่ในระยะไม่แสดงอาการ อาจนานนับ 10 ปี  ฉะนั้น  หากเราไม่ตรวจสุขภาพแบบเฉพาะเจาะจง  จะไม่มีทางรู้เลยว่ากำลังป่วยเป็นตับแข็ง 

เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ระยะแสดงอาการ  จะมาพบแพทย์ด้วยอาการหลักๆ  อ่อนเพลีย  ตัวเหลือง  ตาเหลือง  เลือดออกแล้วหยุดยาก  เกิดขึ้นตามตัวได้ง่าย ขาบวม ท้องโต มีน้ำคั่งในช่องท้อง เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร

โรคร้ายทำลายตับ มีอะไรบ้างนะ

  • ไขมันพอกตับ เป็นไขมันสะสมในเนื้อตับ จนตับเกิดการอักเสบ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา เซลล์ตับจะค่อย ๆ ถูกทำลาย จนตับไม่สามารถทำงานได้ เกิดจากการที่เราบริโภคไขมัน น้ำตาล ของหวาน หรือบริโภคแป้งมากเกินไป พอร่างกายใช้ไม่หมด ก็จะสะสมเป็นไตรกลีเซอไรด์ในเซลล์ตับ เมื่อนานวันเข้าก็จะก่อให้เกิดการอักเสบขึ้นมา
  • ตับแข็ง สาเหตุหลักเกิดจากไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ และไขมันพอกตับเรื้อรัง โดยเมื่อเกิดตับแข็ง ก็ทำให้อัตราการเกิดมะเร็งตับเพิ่มสูงขึ้น มีความเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งตับได้
  • มะเร็งตับ เกิดจากภาวะตับแข็งจากทุกสาเหตุไม่ว่าจะจากแอลกอฮอล์ หรือไวรัสตับอักเสบ มะเร็งตับในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อเป็นมากขึ้นอาจมีอาการ เช่น ปวดท้องโดยเฉพาะบริเวณข้างขวาส่วนบน ในบางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปที่หลังหรือไหล่ ท้องบวมขึ้น น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ เบื่ออาหาร ไม่รู้สึกอยากอาหาร อ่อนเพลีย ตัวเหลืองและตาเหลือง เป็นต้น
  • การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ เกิดจากการกินเชื้อเข้าไปทางปาก เช่น อาหาร ผัดสด ผลไม้ น้ำดื่ม ที่ปนเปื้อน เชื้อนี้ ทำไม่สุก ไม่สะอาด ไม่ต้มเดือด เป็นต้น ระยะฟักตัวของเชื้อนี้ ประมาณ 2- 6 สัปดาห์ มีอาการที่ชัดเจนของตับอักเสบเฉียบพลัน เชื้อไวรัสนี้คงอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน บางครั้งจึงพบมีการระบาด ในชุมชน กลุ่มคนที่อยู่รวมกัน เช่น โรงเรียน หอพัก ค่ายทหาร เป็นต้น
  • การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มีคนเป็นพาหะที่สำคัญ พบในประชากรโลกกว่า 200 ล้านคน ประเทศไทยมีประมาณ 5 ล้านคนที่มีเชื้อไวรัสนี้ในร่างกาย พบเชื้อได้ในเลือด น้ำเหลือง สิ่งคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด น้ำลาย น้ำตา น้ำนม เป็นต้น ทำให้มีโอกาสแพร่เชื้อได้หลายทาง เช่น ทางเพศสัมพันกับผู้ที่เป็นพาหะ ทารกติดจากมารดาระหว่างคลอด

อาการที่บอกว่า คุณอาจเป็นโรคตับ

  • มีอาการอ่อนเพลีย นอนไม่ค่อยหลับ แต่มักจะรู้สึกง่วงในเวลากลางวัน รู้สึกเหนื่อยง่ายคล้ายคนไม่มีเรี่ยวแรง บางคนอาจจะมีอาการคลื่นไส้ เบื่ออาหารร่วมด้วย และมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เหมือนเวลาทานอาหารแล้วไม่ย่อย รวมทั้งเรอบ่อยขึ้น
  • ประจำเดือนมาไม่ปกติ อาจขาดไปเลย หรือมาแบบไม่สม่ำเสมอ ทั้งที่ปกติไม่เคยเป็น ส่วนผู้ชายบางคนอาจมีอาการเต้านมขยาย มีอาการเจ็บที่เต้านม และบางคนอาจจะทำให้อัณฑะฝ่อตัว หรือสมรรถภาพทางเพศลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อยู่ ๆ มีอาการคันตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพราะมีน้ำดีไปสะสมอยู่บริเวณผิวหนังส่วนนั้น เลยทำให้เกิดอาการคันตามตัวขึ้นมา
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง คล้ายกับคนเป็นดีซ่าน เพราะตับไม่สามารถทำหน้าที่ขับน้ำดีออกจากตับได้ จนทำให้มีการแพร่กระจายไปที่ตา และร่างกายจนตัวเหลือง
  • มีอาการบวมเกิดขึ้นที่หลังเท้า แขนขา และหน้าท้อง เนื่องจากตับไม่สามารถสร้างโปรตีนในเลือดได้นั่นเอง
  • เมื่อมีบาดแผลเกิดขึ้น จะทำให้เลือดออกง่ายกว่าปกติ และไม่ยอมหยุดไหลง่าย ๆ เพราะตับไม่สามารถสร้างสารที่ทำให้เลือดแข็งตัวได้
  • บางรายที่เริ่มมีอาการรุนแรงขึ้น อาจมีอาการอาเจียนเป็นเลือดเพราะความดันในตับสูง จนทำให้หลอดเลือดดำในหลอดอาหารมีความดันสูง ซึ่งหากความดันสูงมากก็จะทำให้หลอดเลือดดำแตกได้
  • ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง ทำให้เจ็บป่วย หรือติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
  • มีอาการปวดแน่นที่ชายโครง รู้สึกร้อนวูบที่ช่องอก รวมไปถึงมีอาการตึงที่กล้ามเนื้อช่องท้อง จนเป็นที่มาของอาการปวดท้องน้อย
  • ถ้าลองสังเกตบริเวณมุมปาก และริมฝีปาก จะเห็นว่ามีสีคล้ำผิดปกติ รวมไปถึงลิ้นก็จะออกสีม่วงคล้ำ และขอบลิ้นจะมีรอยกดทับของฟันด้วย

พฤติกรรมเสี่ยงโรคตับ

สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ตับมีปัญหาและเกิดโรคตับมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหารของแต่ละคนที่เปลี่ยนไป ส่งผลต่อสุขภาพของตับ ได้แก่

  • รับประทานอาหารปิ้งย่าง อาหารที่มีไขมันสูง การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ประเภท ปิ้งย่าง ของทอด ของมัน ๆ และอาหารที่มีไขมันสูง เช่น นม เนย กะทิ ชีส กุ้ง ปูไข่ ไข่แดง จะทำให้ร่างกายมีไขมันส่วนเกินมากเกินไป จนทำให้เกิดไขมันในเลือดสูง และอาจทำให้เกิดการสะสมที่ตับจนนำไปสู่โรคไขมันพอกตับ ส่งผลให้ตับอักเสบเรื้อรัง จนนำไปสู่ภาวะตับแข็งในที่สุด
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำในปริมาณมากเป็นระยะเวลานาน จะเสี่ยงเป็นโรคตับมากกว่าใคร เนื่องจากแอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มเหล่านี้จะทำให้มีไขมันสะสมในตับ เกิดการอักเสบและเกิดพังผืดในตับ และเมื่อตับอักเสบนาน ๆ เข้าก็จะก่อให้เกิดภาวะตับแข็งตามมาในไม่ช้า
  • การรับประทานยาและอาหารเสริม เมื่อร่างกายได้รับยาบางชนิดในปริมาณสูง หรือติดต่อกันเป็นเวลานาน ตับก็จะไม่สามารถทำลายได้ทัน เหลือเป็นส่วนเกินและมีฤทธิ์ทำลายเนื้อตับ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อตับจนกลายเป็นภาวะตับวายได้
  • ภาวะอ้วนลงพุง เมื่อมีไขมันสะสมในช่องท้องมากเกินไป จนทำให้เกิดการสะสมของไขมันที่ตับ นำไปสู่ภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้ตับอักเสบเรื้อรังจนกลายเป็นโรคตับแข็ง
  • การสูบบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่ หรืออยู่ภายในสิ่งแวดล้อมที่มีควันจากบุหรี่ นอกจากส่งผลต่อปอดแล้วยังสามารถส่งผลถึงตับได้ด้วย การสูบบุหรี่จะส่งผลต่อการทำงานของตับผ่านการสูดดมควันบุหรี่ และผ่านสารนิโคตินที่มีสารอนุมูลอิสระปะปนอยู่ ซึ่งจะทำให้ตับทำงานหนักขึ้น
  • รับประทานน้ำตาลมากจนเกินไป โดยเฉพาะน้ำตาลฟรุกโตสซึ่งมักพบในเครื่องดื่มที่มีรสหวานจะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมอยู่ในตับ ดังนั้นถ้าเรารับประทานอาหารที่มีฟรุกโตสมากเกินไปจึงเป็นการทำร้ายตับ การมีระดับน้ำตาลที่สูงทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับจนกลายเป็นโรคไขมันพอกตับได้ แม้ในผู้ที่ไม่อ้วนก็ตาม

Liver Elastography เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ตรวจตับแข็ง พังผืด ไขมันพอกตับ โดยไม่ต้องเจาะตับ

ช่วงนี้ใครๆ ก็พูดถึงเรื่องไขมันเกาะตับ เพราะเป็นชนวนนำไปสู่ปัญหาตับแข็งและมะเร็งตับได้ แล้วจะทำอย่างไร ถ้าอยากรู้ว่าเรามีไขมันเกาะตับหรือไม่? มีไขมันเกาะตับอยู่ระดับไหน? มีปัญหาตับแข็งหรือเปล่า? หรือมีความเสี่ยงมะเร็งตับอย่างไร? วันนี้เราเลยจะชวนให้รู้จักกับเทคโนโลยีดีๆ ที่คนรักตับไม่ควรพลาด

Liver Elastography เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ใช้ตรวจหาภาวะพังผืดในเนื้อตับ เพื่อดูสภาวะตับแข็ง และ วัดปริมาณไขมันสะสมในตับ ลดอัตราความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการเจาะตับ ไม่ต้องเจาะตับ ไม่เจ็บ

Liver Elastography เป็นเทคโนโลยีใหม่ เหมาะกับใคร
การตรวจตับด้วย Liver Elastography Program มีประโยชน์สำหรับทุกคน ถึงแม้ว่าร่างกายภายนอกจะดูแข็งแรงสมส่วนก็ตาม โดยข้อมูลการศึกษาในประเทศจีนและฮ่องกงพบว่า ผู้ที่ไม่มีรูปร่างอ้วนและไม่มีอาการใดๆ กลับพบว่ามีไขมันเกาะตับสูงถึงร้อยละ 18 หรืออธิบายง่ายๆ ว่าในผู้ที่มีรูปร่างสมส่วน 5 คน จะมีผู้ที่ไขมันเกาะตับ 1 คน เลยทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันผู้ที่รูปร่างท้วม หรืออ้วน ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะมีไขมันเกาะตับสูงถึงร้อยละ 60 ซึ่งความท้วมหรือความอ้วนที่ว่านี้ จะวัดโดยใช้ดัชนีมวลกาย หรือ Body Mass Index (BMI) คำนวณโดยน้ำหนักตัวหารด้วยส่วนสูงยกกำลังสอง 

ใครควรตรวจ โปรแกรม Liver Elastography

  • การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี
  • ผู้ป่วยที่อยู่ในความเสี่ยงไวรัสตับอักเสบ เช่น มีเพสสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อโดยไม่ป้องกัน การสัก เจาะหู หรือฝังเข็มโดยอุปกรณ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อไม่ถูกต้อง
  • ภาวะตับแข็งจากสาเหตุต่างๆ เช่น กลุ่มโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้เกิดภาวะธาตุเหล็กสะสมที่ตับ
  • การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • ภาวะไขมันพอกตับ
  • สารพิษอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) ที่อยู่ในถั่วลิสงพริกแห้ง หรือ กระเทียมที่อัพชื้น
  • มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งตับ
  • ผู้ที่มีภาวะอ้วน
  • ผู้ป่วยโรคไขมันในเลือดสูง 
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน 
  • ผลตรวจมีภาวะตับผิดปกติ เช่น ผลตรวจจาก Liver Function จากเลือด
  • รับประทานยา, สมุนไพร, ติดต่อกันเป็นเวลานาน 
  • สำหรับคนทั่วไป ที่ต้องการดูแลสุขภาพ

หมายเหตุ: ราคาโปรโมชั่นนี้เฉพาะคนที่ทำการมัดจำจองคิวเท่านั้น
ราคาข้างต้น
– รวมค่าแพทย์และค่าส่งรูปผ่านไลน์หลังตรวจแล้ว
– ไม่รวมค่า USB หากคนไข้ต้องการรูปใส่ลงใน USB จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
เงื่อนไขเป็นไปตามที่คลินิกกำหนด

การเตรียมตัวก่อนตรวจ
– รบกวน งดข้าว งดน้ำ ก่อนตรวจอย่างน้อย 6-8 ชม (แต่ทานยาประจำได้ปกติ)
– กลั้นปัสสาวะ ก่อนตรวจอย่างน้อย1- 2 ชม
การเตรียมตัวข้างต้น เพื่อผลตรวจที่มีประสิธิภาพนะคะ

หมายเหตุ: เนื่องจาก คนไข้จองคิวมีการยกเลิกนัด (ทางคลินิก ขออนุญาตมัดจำ) ทางคลินิกจึงขอให้ท่านอ่านรายละเอียดการตรวจและหากมั่นใจว่าต้องการจองคิว สามารถขอรายละเอียดการจองคิวได้ทางไลน์ ทางคลินิกรับเฉพาะจองคิวเท่านั้น

เจาะเลือดอย่างเดียวคัดกรองมะเร็งตับ ได้จริงๆหรือ?

การวินิจฉัยมะเร็งตับไม่สามารถใช้การเจาะเลือด ตรวจค่าตับ หรือตรวจวัดระดับ Alfa-fetoprotein:AFP เพียงอย่างเดียวได้ เพราะค่าตับปกติก็อาจมีก้อนเนื้อที่ตับได้หากมีขนาดเล็ก อีกทั้งการตรวจพบระดับ AFP ที่สูงผิดปกติ อาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ภาวะตับอักเสบ ที่อาจไม่ใช่มะเร็ง และหากเป็นมะเร็งระยะต้น AFP อาจสูงขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นการตรวจ Liver Elastorgraphy จึงเป็นหนึ่งในการคัดกรองมะเร็งตับที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถประเมินความเสี่ยงมะเร็งตับได้ จากการวัดระดับพังผืด ไขมันสะสมในตับ และค่าความแข็งของตับ โดยที่ไม่ต้องเจ็บจากการเจาะชิ้นเนื้อตับไปตรวจทางพยาธิวิทยา

ส่วนวิธีการรักษามะเร็งตับนั้นมีหลากหลายวิธีด้วยกันโดยจะมีวิธีรักษาหลักๆคือ

  • การผ่าตัดตับ
  • การปลูกถ่ายตับ
  • การทำลายก้อนมะเร็งด้วยความร้อน
  • การรักษาด้วยวิธีใส่สารเคมีบำบัดเฉพาะที่และอุดเส้นเลือดที่เลี้ยงก้อนมะเร็ง
  • การรักษาด้วยวิธีการใช้อนุภาคกับมันตรังสี
  • การใช้ยา

โดนแพทย์เองจะพิจารณาเลือกวิธีการรักษาขึ้นกับสภาวะของผู้ป่วย ระยะของโรค และการทำงานของตับ

2 เหตุผลง่ายๆที่หลายคนมาตรวจที่ รักษาคลินิก

1. “เครื่องมือระดับสากล”

เครื่องอัลตราซาวด์ เครื่องมือราคาหลายล้าน ที่ รักษาคลินิก เลือกใช้ เป็นเครื่องที่ผ่านมาตรฐานเครื่องมือแพทย์จากระดับสากล ทั้งมาตรฐานกลางของเขตเศรษฐกิจยุโรป (CE) และมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) พร้อมทั้งการันตีด้วย รางวัล Reddot winner 2021 ในด้านการออกแบบเครื่อง Ultrasound Premium และมั่นใจในระบบ smart AI ด้วยโปรแกรม Shear wave และ Liver Elastography ที่มีประสิทธิภาพ จากการประเมินผ่าน Society of Radiologists in Ultrasound Liver Elastography, 2020

โปรแกรม Shear wave elastography เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยคัดกรองมะเร็งร่วมกับอัลตราซาวด์ให้แม่นยำมากขึ้น โดยตรวจวัดความระดับความแข็ง พังผืดในเนื้อตับ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์โรคมะเร็ง 

โปรแกรม Share wave elastography ที่ได้รับการประเมินผ่านจาก Society of Radiologists in Ultrasound Liver Elastography, 2020 เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ใช้ในการประเมินดูสภาวะตับแข็ง ระดับพังผืดในเนื้อตับ และปริมาณไขมันสะสมในตับ เป็นการตรวจที่แม่นยำ และลดอัตราเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการเจาะตับ โดยเกณฑ์การวัดจะบอกเป็นตัวเลขในการประเมินผล ทำให้บอกระดับความรุนแรงของโรคได้อย่างชัดเจน และเป็นประโยชน์ในการติดตามการรักษา

การตรวจอัลตราซาวด์ เปรียบเสมือนการถ่ายรูปภาพจากกล้อง เครื่องอัลตราซาวด์ที่รักษาคลินิกเลือกใช้เป็นเครื่องรุ่นใหม่ มีเทคโนโลยีการสร้างภาพที่ทันสมัย ให้ภาพที่มีความละเอียดสูง ภาพที่ถ่ายออกมาจึงมีคุณภาพมากกว่าเครื่องรุ่นเก่า ทำให้เพิ่มความแม่นยำการแปลผล อีกทั้งสามารถส่งรูปผ่านไลน์ได้ทันที จึงเป็นประโยชน์หากต้องใช้ภาพในการรักษาต่อ

ความแม่นยำของการตรวจรักษาคือจุดประสงค์หลักที่คุณหมอนิคใส่รายละเอียดลงไปในทุกขั้นตอนการตรวจ คุณหมอเลือกใช้เครื่องอัลตราซาวด์รุ่นใหม่ คุณภาพสูงเพื่อความสมบูรณ์แบบในการตรวจ

เครื่องอัลตราซาวด์รุ่นใหม่ที่รักษาคลินิก ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด มีมาตรฐานสากล

ระบบเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ร่วมกับระบบ smart AI ในการประมวลผลอัตโนมัติ จะช่วยให้ภาพคมชัด ลดความแปรปรวนในการตรวจ เพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการแปลผลได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การรักษาโรคอย่างตรงจุด พร้อมส่งรูปคุณภาพคมชัดผ่านไลน์ทันที เพื่อความสะดวกและการส่งต่อข้อมูลสู่แผนการรักษาที่ไหลลื่น แม่นยำ และมีคุณภาพ

2. “ตรวจโดยแพทย์เฉพาะทาง”

คุณหมอนิคเป็นหมอเฉพาะทางด้านอัลตราซาวด์ (Diagnostic Radiology) ศึกษาจบแพทยศาสตรบัณฑิตจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หลังจากนั้นได้ไปศึกษาเพิ่มเติมที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมา คุณหมอได้เปิดคลินิก ภายใต้ชื่อ รักษาคลินิก

โดยคุณหมอหมั่นอัพเดทความรู้ เทคนิคและเทคโนโลยีใหม่ๆตลอดเวลา เพื่อให้การตรวจรักษาครอบคลุม แม่นยำและมีประสิทธิภาพที่สุดมากขึ้น

อีกหนึ่งในจุดเด่นที่คนไข้หลายคนประทับใจคือความน่ารักเป็นกันเองของคุณหมอที่พร้อมจะให้คำปรึกษาและตอบคำถามอย่างเป็นกันเอง

ทำไมต้องตรวจ อัลตราซาวด์

อัลตราซาวด์ (Ultrasound) เป็นการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง ที่มากกว่า 20,000 Hz หลักการคือ การส่งคลื่นเสียงจากหัวตรวจ (Transducer) ไปกระทบกับเนื้อเยื่อต่างๆในร่างกาย ซึ่งมีความสามารถในการผ่านและสะท้อนกลับไม่เท่ากัน หัวตรวจจะรับสัญญาณคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับ มาประมวลผลและสร้างเป็นภาพขึ้น เพื่อใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรค

ข้อดีของการอัลตราซาวด์

1. ไม่เจ็บ
2. ไม่มีรังสี จึงปลอดภัยกว่าการตรวจที่ใช้รังสี เช่น X-ray หรือ CT scan
3. ตรวจได้ทุกเพศ ทุกวัย สามารถตรวจในผู้ที่ไม่สามารถตรวจแบบใช้รังสีเอกซเรย์ และผู้ที่แพ้สารทึบรังสีได้ด้วย เช่น สตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีภาวะไตวาย ปลอดภัย ไม่มีผลแทรกซ้อน และไม่มีอันตรายจากรังสีตกค้าง
4. ตรวจซ้ำ หรือติดตามผลได้บ่อย โดยไม่เป็นอันตราย
5. ตรวจดูเนื้อเยื่อได้ชัดเจนกว่าการเอกซเรย์ทั่วไป
6. ใช้ตรวจอวัยวะต่าง ๆ ได้กว้าง ทำให้มีประสิทธิภาพที่ดีในการคัดกรองโรค
7. ค่าใช้จ่ายในการตรวจน้อยกว่าวิธีอื่น ๆ

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางที่เวลาตรวจอัลตราซาวด์แล้ว ไม่ได้ให้ผลการตรวจเรากลับมาหล่ะ !!

การอัลตราซาวด์เป็นการตรวจที่ต้องอาศัยความชำนาญและประสบการณ์ของผู้ตรวจ จึงแนะนำให้ตรวจกับคุณหมอเฉพาะทางด้านการทำอัลตราซาวด์ (แพทย์รังสีวิทยาวินิจฉัย) เพื่อการตรวจและคัดกรองโรคต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ และยังสามารถออกผลการตรวจอย่างเป็นทางการได้ เพื่อนำผลการตรวจนี้ไปรักษาต่อ หรือติดตามการรักษาที่โรงพยาบาลอื่น หรือ โรงพยาบาลที่รักษาอยู่ประจำได้

การเตรียมตัวอย่างไรถ้าต้องตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง

  • ควรงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงขึ้นไป
  • ควรกลั้นปัสสาวะก่อนตรวจอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง
  • สามารถทานยาประจำได้ปกติ

✅ ใช้เวลาตรวจไม่นาน 15-30 นาที
✅ ไม่เจ็บ ไม่อันตราย ไม่มีรังสี ตรวจได้ทุกเพศ ทุกวัย
✅ ไม่ต้องรอ ได้ผลส่งผ่านไลน์ ทันที

มั่นใจ การวินิจฉัยโรคโดยแพทย์เฉพาะทาง
💚 Ultrasound ON DEMAND
✅ แม่นยำ ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย
✅ ประทับใจ กับ การบริการที่มืออาชีพ
✅ โทรจองคิว
✅ ได้ผลทันที
💚 ไม่มีการรอ ส่งผลผ่านไลน์ทันที

วันและเวลาทำการ รักษาคลินิก

วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 16:00 – 19:00 น. หยุดวัน พฤหัส
วันเสาร์ – วันอาทิตย์ เวลา 9:00 – 18:00 น.
*จองคิวเท่านั้น*

หมายเหตุ: 

  • ทางคลินิก ไม่มีบริการ รักษาออนไลน์ การรักษาของทางคลินิก เป็นการตรวจร่างกายหาสาเหตุและทำการรักษาเพราะอาการเหมือนกัน สาเหตุอาจมาต่างกัน 

เลื่อนรูปเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม ☝☝☝

Discover more from รักษาคลินิก By Dr.Nick

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading