
ทำความรู้จักภาวะข้อเข่าเสื่อม
โรคข้อเข่าอักเสบที่เป็นผลมาจากข้อเข่าเสื่อมเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงวัย ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่กระดูกอ่อนผิวข้อที่เป็นเหมือนเบาะรองรับน้ำหนักในข้อได้สูญเสียคุณสมบัติและเกิดการยุบตัวและมีความยืดหยุ่นน้อยลง ด้วยเหตุนี้ กระดูกข้อต่อจึงเกิดการเสียดสีกันขณะเคลื่อนไหวจนเกิดการสึกกร่อน ผิวข้อบางลง ไม่เรียบ และอาจมีเสียงดังในข้อ รวมถึงมีอาการเจ็บปวดเมื่อใช้งานข้อเข่าหรือเมื่อเคลื่อนไหว ถ้าหากปล่อยไว้โดยไม่รักษาหรือได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ก็อาจเกิดอาการข้อเข่าอักเสบรุนแรงจนมีน้ำที่ด้อยคุณภาพมากขึ้นในข้อเข่า ซึ่งทำให้เกิดอาการข้อเข่าเสื่อมได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ภาวะข้อเข่าเสื่อมยังอาจส่งผลให้ข้อเข่าผิดรูปได้เนื่องจากข้อเข่าผ่านการใช้งานมาเป็นเวลานานหรือผ่านการใช้งานอย่างหนัก เช่น ผู้สูงอายุ นักกีฬาบางประเภท หรือผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุบริเวณข้อเข่า ซึ่งจะทำให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วกว่าคนปกติได้
ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่อาการข้อเข่าอักเสบและข้อเข่าเสื่อม
หากดูจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาการข้อเข่าอักเสบและข้อเข่าเสื่อมสามารถเกิดขึ้นด้วยสาเหตุดังต่อไปนี้
- พฤติกรรมการใช้งานข้อเข่าที่ไม่ถูกต้อง เช่น ใช้งานข้อเข่าอย่างหนักและต่อเนื่อง หรือใช้งานเข่าที่ไม่เหมาะสม เช่น นั่งงอเข่านาน ๆ นั่งยอง ๆ นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบนาน ๆ จนทำให้เกิดแรงกดบริเวณข้อเข่า
- น้ำหนักตัวที่ไม่เหมาะสม ยิ่งน้ำหนักตัวมากก็จะมีแรงกดที่ข้อเข่าสูง โดยเฉพาะเวลานั่งงอเข่ามากกว่า 90 องศา ดังนั้น ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากจึงเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้อเข่าอักเสบและข้อเข่าเสื่อมมากกว่าคนทั่วไป
- โครงสร้างพยุงข้อเข่า เช่น กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เสียสภาพไป ซึ่งอาจเป็นได้จากการขาดการบริหารร่างกายให้ดีก่อนทำกิจกรรมต่าง ๆ หรือการใช้งานที่ไม่เหมาะสมและผิดท่า
- มีประวัติเคยได้รับอุบัติเหตุบริเวณข้อเข่า รวมถึงได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา เช่น หมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาด
- อายุที่มากขึ้นทำให้ความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองของผิวข้อกระดูกอ่อนลดลง ทำให้เกิดภาวะข้อเข่าเสื่อมและข้อเข่าอักเสบง่ายขึ้น
นอกจากสาเหตุในด้านพฤติกรรมแล้ว ปัจจัยเสี่ยงที่แฝงตัวอยู่ในพันธุกรรมก็สามารถทำให้เกิดโรคข้อเข่าอักเสบและข้อเข่าเสื่อมได้เช่นกัน โดยปัจจัยดังกล่าวประกอบไปด้วย
- ความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือโรคประจำตัวเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อม เช่น SLE รูมาตอยด์ หรือโรคเลือดบางชนิด
- น้ำหนักตัวที่มากจากกรรมพันธุ์ทำให้เข่ารับน้ำหนักมากขึ้น จนข้อเข่าอักเสบและข้อเข่าเสื่อม
- เพศหญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป มีโอกาสที่จะเกิดข้อเข่าเสื่อมมากกว่าเพศชาย
อาการของภาวะข้อเข่าเสื่อมและข้อเข่าอักเสบ
อาการที่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงโรคข้อเข่าเสื่อมหรือข้อเข่าอักเสบ มีดังนี้
- ปวดเข่าเมื่อเคลื่อนไหวหรือใช้งาน โดยเฉพาะตอนลุกขึ้นหรือคุกเข่า
- ข้อเข่าติดขัดเมื่อลุก นั่ง หรือเดินขึ้นลงบันได
- มีเสียงดังที่ข้อเวลาเคลื่อนไหว
- ข้อเข่าบวมกว่าปกติ
- ข้อเข่าโก่งงอ ผิดรูป
- ข้อเข่ายึดติดไม่สามารถเหยียดหรืองอขาได้สุดเหมือนเดิม
โดยปกติแล้ว อาการของโรคข้อเข่าเสื่อมสามารถบรรเทาลงได้ แม้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับข้อเข่าจะไม่สามารถรักษาให้คืนกลับไปสภาพเดิมได้ก็ตาม ซึ่งวิธีการดูแลเพื่อบรรเทาอาการของโรคนี้นั้นมีหลายระดับ สิ่งที่ทำได้โดยผู้ป่วยเอง เช่น การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่สมดุลตามคำแนะนำของแพทย์ หรือหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีการกระแทก สิ่งเหล่านี้คือตัวช่วยชะลอการลุกลามของโรคข้อเข่าเสื่อมไม่ให้รุนแรงกว่าเดิม และช่วยลดอาการปวดของผู้ป่วยได้ แต่หากอาการปวดเข่านั้นยังไม่บรรเทาลง ควรรีบมาพบแพทย์
วิธีรักษาข้อเข่าเสื่อมที่เหมาะสม
เมื่อแพทย์ประเมินระดับความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อมแล้ว จะแนะนำวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับระดับความรุนแรงของโรคของผู้ป่วยเอง โดยจะพิจารณาการรักษาแตกต่างกันเป็นรายบุคคลไป เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละรายมีข้อบ่งชี้และข้อจำกัดที่ไม่เหมือนกัน
1. การปรับพฤติกรรมและการออกกำลังกาย
เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อต้นขาและกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า เพราะกล้ามเนื้อที่แข็งแรงจะช่วยพยุงข้อเข่า และถ่ายเทน้ำหนักจากข้อเข่ามาที่กล้ามเนื้อได้ดี ทำให้ข้อเข่าไม่ต้องรับน้ำหนักมากจนเกินไป แนะนำให้ผู้สูงวัยออกกำลังกายประเภทที่มีแรงกระแทกต่อข้อเข่าน้อย (Low-Impact Exercise) เช่น ว่ายน้ำ การปั่นจักรยานอยู่กับที่ การเต้นแอโรบิกที่ไม่มีท่ากระโดด การเต้นแอโรบิกในน้ำ หรือการเดิน เป็นต้น
แต่หากท่านยังอายุไม่มากนัก หรือออกกำลังกายเป็นประจำ ก็อาจจะเลือกเป็นการวิ่งจ๊อกกิ้ง การเดินเร็ว การเต้นแอโรบิกได้ หรือการออกกำลังแบบบอดี้เวทเทรนนิ่ง (Body Weight Training) คลิกดูตัวอย่างท่าออกกำลังกายเพื่อป้องกันอาการปวดเข่าได้ ที่นี่
2. การรักษาด้วยการใช้ยา
วิธีนี้แพทย์จะพิจารณาให้ยาแก้ปวด ยาต้านการอักเสบ และ/หรือยาบำรุงข้อเข่าแก่ผู้ป่วย เช่น ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) กลูโคซามีน(Glucosamine) ไดอะเซอรีน (Diacerein) ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เป็นต้น เพื่อลดอาการปวดข้อเข่าที่รบกวนชีวิตประจำวันของผู้ป่วย อาจจะเป็นแบบเม็ด หรือแบบฉีดก็ได้ ทั้งนี้ อาจรวมไปถึงการฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์ในบางกรณีที่จำเป็น
3. การทำกายภาพบำบัด
เพื่อบรรเทาอาการปวดบริเวณข้อเข่า เช่น การทำอัลตราซาวด์ การใช้เลเซอร์รักษา การรักษาด้วยคลื่นสั้น (Shortwave Therapy) การรักษาด้วยเครื่องกระตุ้นไฟฟ้า (Electrical Stimulation) การประคบด้วยแผ่นร้อนและแผ่นเย็น รวมถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายของผู้ป่วยทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด ซึ่งอาจรวมไปถึงการเสริมสร้างความแข็งแรงและเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าด้วยเช่นกัน
วันและเวลาทำการ รักษาคลินิก
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 16:00 – 19:00 น. หยุดวัน พฤหัส
วันเสาร์ – วันอาทิตย์ เวลา 9:00 – 18:00 น.
จองคิวเท่านั้น

หมายเหตุ:
- ทางคลินิก ไม่มีบริการ รักษาออนไลน์ การรักษาของทางคลินิก เป็นการตรวจร่างกายหาสาเหตุและทำการรักษาเพราะอาการเหมือนกัน สาเหตุอาจมาต่างกัน
- เนื่องจากมีผู้จองคิวแล้วไม่มา ทำให้คนไข้คนอื่นเสียสิทธิ์ในการรักษา สามารถจองคิวได้ แต่ทางคลินิกขออนุญาตให้สิทธิ์กับผู้ที่มาถึงคลินิกก่อนได้รับบริการก่อน ทางคลินิกต้องขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ







Leave a Reply