การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมสำคัญกว่าที่คิด

ปัจจุบันนี้พบ ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมอายุน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ดังนั้นจึงแนะนำให้ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ฉะนั้น การตรวจด้วยอัลตราซาวด์นั้น คนที่เสริมเต้านมแล้วสามารถทำได้และข้อจำกัดน้อยมาก คนไข้ที่มีถุงเต้านมเทียมจึงเลิกกังวลใจได้เลย เพียงแต่ในการตรวจแต่ละครั้ง จำเป็นต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบทุกครั้ง เพราะเป็นประโยชน์มากในการตรวจ ไม่ว่าจะเป็นการเสริมกี่ซีซี, เหนือหรือใต้กล้ามเนื้อ, เคยฉีดไขมัน, เคยแก้ไข, มีการยกกระชับ, มีแผลบริเวณเต้านม ฯลฯ ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์ต่อรังสีแพทย์

ยกตัวอย่าง แผลเป็นจากการผ่าตัดที่ซับซ้อนในเต้านมอาจคล้ายกับลักษณะของมะเร็งที่เพิ่งเกิด หรือการเกิดพังผืดหรือซิลิโคนรั่ว การแจ้งทีมแพทย์ก่อนจึงเป็นประโยชน์มากในการตรวจคัดกรอง ฉะนั้น อย่าละเลยกับการตรวจคัดกรองเต้านมของตัวเองอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ใครที่ควรตรวจอัลตราซาวด์?

ผู้หญิงทุกคนควรได้รับการตรวจอัลตราซาวด์อย่างน้อยหนึ่งครั้ง แต่สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต้องหมั่นตรวจเป็นประจำตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อเฝ้าระวังการเกิดโรค

  • ผู้ที่มีอายุ 35 ปี ควรรับการตรวจอย่างน้อย 1 ครั้ง
  • ผู้ที่มีอายุ 40-49 ปี ควรรับการตรวจทุก 1-2 ปี
  • ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรรับการตรวจเป็นประจำทุกปี
  • ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งรังไข่
  • ผู้ที่เคยรับการฉายแสงเพื่อรักษาโรคมะเร็งชนิดอื่นที่บริเวณหน้าอก
  • ผู้ที่ได้รับยาฮอร์โมนทดแทน
  • ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมแล้ว 1 ข้าง
  • ผู้ที่ได้รับการเจาะตรวจชิ้นเนื้อพบภาวะที่เรียกว่า Atypical ductal hyperplasia

อาการของมะเร็งเต้านม

ในระยะแรกของโรคนี้จะไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ ออกมาทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมอาจไม่รู้ตัวว่าตนเองมีโรคร้ายนอกจากจะได้รับการตรวจด้วย Ultrasound ส่วนอาการที่มักปรากฏเป็นสัญญาณเตือนความผิดปกติที่เต้านมมีดังนี้

  • คลำพบก้อนเนื้อที่เต้านม หรือใต้รักแร้ : สามารถทำได้ด้วยตัวเองที่บ้านเป็นประจำ โดยก้อนเนื้อที่พบอาจจะกดเจ็บ หรือไม่เจ็บก็ได้ ผู้หญิงทุกคนควรตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือนหลังรอบเดือนหมด ประมาณ 1 สัปดาห์
  • ช่วงไม่มีประจำเดือนมีอาการเจ็บบริเวณเต้านม : หากมีอาการเจ็บเต้านมโดยที่ไม่ใช่ช่วงมีประจำเดือน หรือพบว่าผิวหนังรอบๆ เต้านมบวมแดงอักเสบ โดยเฉพาะเมื่อคลำพบก้อนเนื้อร่วมด้วย อย่าละเลยว่าเป็นเรื่องธรรมดาเด็ดขาด
  • มีของเหลวหรือน้ำเหลืองไหลออกมาจากเต้านม : โดยเฉพาะหากพบว่าน้ำเหลืองหรือของเหลวไหลนั้นมีสีคล้ายเลือด และออกจากหัวนมเพียงรูเดียว ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเต้านมโดยละเอียด
  • เกิดผื่นคันที่เต้านมไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ : ผื่นคันอาจเกิดขึ้นที่หัวนมหรือบริเวณเต้าส่วนใหญ่ เริ่มต้นเป็นเพียงผื่นแดงแสบๆ คันๆ แม้จะรักษาโดยแพทย์ผิวหนังแล้วยังไม่หายขาดจนกลายเป็นแผลตกสะเก็ดแข็ง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยมะเร็งเต้านมอีกครั้ง เนื่องจากอาจเกิดจากเซลล์มะเร็งลามขึ้นมาที่ผิวหนังด้านบนบริเวณหัวนมหรือเต้านมแล้ว
  • ลักษณะรูปร่างหรือขนาดของเต้านมที่เปลี่ยนไปจากเดิม : แม้ปกติเต้านมทั้ง 2 ข้างอาจมีขนาดและรูปร่างที่ต่างกันบ้าง แต่การหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของเต้านมข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างมีลักษณะผิดปกติไปจากเดิม จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้เท่าทันหากเกิดโรคร้ายตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
  • กดที่เต้านมแล้วผิวหนังบุ๋ม : รวมถึงสีหรือผิวหนังบริเวณลานหัวนมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยให้ละเอียด เนื่องจากอาจเป็นอาการของเซลล์มะเร็งที่ลุกลามมาถึงชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง

ถึงแม้ว่าจะคลำไม่เจอก้อนนั่นไม่ได้หมายความว่าเราปลอดภัยเนื่องจากก้อนมะเร็งเต้านมมีขนาดเล็กใหญ่ตามระยะของมะเร็งทั้ง 4 ระยะโดยจะมีขนาดเล็กสุดอยู่ที่ 1 เซนติเมตรเท่านั้น

ในกลุ่มของชายข้ามเพศ และ หญิงข้ามเพศ อวัยวะที่จำเป็นที่จะต้องคัดกรองคือมะเร็งเต้านม

สำหรับชายข้ามเพศ โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่มีการผ่าตัดหน้าอกเพราะอย่างที่บอกว่าชายข้ามเพศไม่จำเป็นที่ทุกคนจะต้องผ่าตัดหน้าอกซึ่งกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงตามปกติแนะนำว่าให้ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

แต่กลุ่มที่สองกลุ่มของชายข้ามเพศที่มีการผ่าตัดหน้าอกไปแล้ว หลายหลายคนมักจะเข้าใจผิดว่าอาจไม่เสี่ยงแล้วหรือไม่จำเป็นต้องมาตรวจคัดกรองแต่จริงๆแล้วไม่ถูกต้องเพราะว่าการผ่าตัดหน้าอกในกลุ่มของใช้ข้ามเทพค่อนข้างที่จะมีความแตกต่างของการผ่าตัดมะเร็งเต้านมในกลุ่มของหญิงโดยกำเนิดสิ่งที่แตกต่างก็คือจะยังหลงเหลือเนื้อเต้านมอยู่บางส่วนเพื่อความสวยงามเนื้อเต้านมที่หลงเหลืออยู่ก็อาจจะมีโอกาสที่จะกลายเป็นมะเร็งในอนาคต

การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมในกลุ่มของผู้หญิงข้ามเพศ โดยเฉพาะผู้หญิงข้ามเพศที่มีการใช้ฮอร์โมนเพศหญิงอย่างต่อเนื่อง ฮอร์โมนเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นมากๆในกลุ่มของผู้หญิงข้ามเพศ

การใช้ฮอร์โมนมาเป็นระยะเวลานานๆ เพื่อการยืนยันเพศสภาพทำให้ เกิดความเสี่ยงในการที่จะเป็นมะเร็งเต้านมได้ ดังนั้นสำหรับผู้หญิงข้ามเพศที่มีการใช้ฮอร์โมนข้ามเพศมาเกิน 5 ปีแล้ว แนะนำว่าควรเข้ามาตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเพิ่มเติมที่รักษาคลินิก ทางคลินิกคัดกรองมะเร็งเต้านมภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางร่วมกับเทคโนโลยีการตรวจที่ทันสมัย

ระยะของมะเร็งเต้านม

  • มะเร็งเต้านมระยะที่ 1 : เชื้อจะยังไม่กระจายโดยก้อนมะเร็งจะมีขนาดเล็กว่า 2 เซนติเมตร
  • มะเร็งเต้านมระยะที่ 2 : เชื้ออาจเริ่มแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง ก้อนเนื้อจะมีขนาด 2-5 เซนติเมตร
  • มะเร็งเต้านมระยะที่ 3 : เชื้อจะเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองอย่างมากทำให้เนื้อบริเวณรักแร้ติดกับอวัยวะใกล้เคียง ในระยะนี้ก้อนเนื้อจะมีขนาดมากกว่า 5 เซนติเมตร
  • มะเร็งเต้านมระยะที่ 4 : เชื้อจะแพร่สู่อวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย เช่น สมอง กระดูก หรือปอด เป็นต้น ระยะนี้ก้อนเนื้อจะมีขนาดได้หลายขนาด

เสริมหน้าอก เช็คซิลิโคนแตก ซิลิโคนรั่ว ซิลิโคนพลิก และตรวจหามะเร็งเต้านม ด้วยอัลตราซาวด์

หลังจากการเสริมหน้าอกเพื่อเพิ่มความมั่นใจของทรวดทรงแล้ว ผู้เสริมหน้าอกไม่ควรมองข้ามอาการ หรือความผิดปกติที่สามารถเกิดขึ้นตามมาได้ ไม่ว่าจะเสริมหน้าอกมานานแล้วหรือไม่ หนึ่งในอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้ก็คือ ซิลิโคนแตก ซึ่งหลายคนอาจจะเคยเห็นข่าวเรื่องนี้ผ่านตาจากสื่อต่างๆ

ซิลิโคนแตก คืออะไร? และเป็นอันตรายหรือไม่?

ซิลิโคนแตก คือ การที่ซิลิโคนเสริมหน้าอกเกิดการรั่วหรือแตก มีโอกาสเกิดขึ้นได้ประมาณ 0.5-12% ขึ้นกับคุณภาพของซิลิโคนแต่ละยี่ห้อ เมื่อซิลิโคนแตกจะทำให้ขนาดของฐานเต้านมไม่เท่ากัน ทั้งนี้ อาการดังกล่าวจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้หรือไม่นั้นจะขึ้นอยู่กับชนิดของซิลิโคนที่ใช้ร่วมด้วย

ซิลิโคนแบบถุงน้ำเกลือ ผู้ที่เสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนแบบถุงน้ำเกลือ ซึ่งเป็นซิลิโคนแบบเก่า เวลาซิลิโคนแตกหน้าอกจะมีการแฟบลงอย่างฉับพลัน เต้านมเสียทรงไปอย่างรวดเร็ว โดยซิโคนแบบถุงน้ำเกลือจะมีโอกาสที่ซิลิโคนจะรั่วมากกว่า ถึงแม้ว่าน้ำเกลือจะไม่เป็นอันตราย เพราะร่างกายสามารถดูดซึมนำไปใช้ได้ แต่ทางที่ดีควรเข้าพบแพทย์ อัลตราซาวด์เพื่อทำการตรวจให้ละเอียด

ซิลิโคนแบบเจล สำหรับผู้ที่เสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนแบบเจล การแตกจะทำให้เต้านมผิดรูป ความนิ่มแข็งของเต้านมเปลี่ยนไป ในบางรายผิวหนังภายนอกจะเห็นการอักเสบบวมแดงอย่างชัดเจน รู้สึกเจ็บแสบ และปวดอยู่ภายในเต้านม ถึงแม้ว่าซิลิโคนแบบนี้จะมีความหนาและคงตัวมากกว่า แต่ถ้าหากมีการรั่วหรือแตกเกิดขึ้น ร่างกายจะถือว่าเจลที่รั่วออกมานั้นเป็นสิ่งแปลกปลอมและสร้างพังผืดขึ้นมา หรือเกิดก้อนจากต่อมน้ำเหลืองที่เข้าไปดักจับซิลิโคน รวมถึงมีโอกาสเพิ่มขึ้นที่จะติดเชื้อและเกิดมะเร็งได้ ควรต้องรีบพบแพทย์ อัลตราซาวด์เพื่อทำการตรวจให้ละเอียดโดยเร็วที่สุด

ซิลิโคนหน้าอกแตกเกิดจากอะไร

1. ซิลิโคนไม่ได้มาตรฐาน คือ ซิลิโคนที่ใช้วัสดุราคาถูก ขั้นตอนการผลิตไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ซิลิโคนเหล่านี้ไม่ทนทานต่อแรงดันสูง ไม่ทนต่ออุณหภูมิสูงหรือต่ำ โดยซิลิโคนไม่ได้มาตรฐานส่วนใหญ่มักฉีดจากมือของหมอกระเป๋าหรือคลินิกเสริมความงามที่ไม่ได้มาตรฐาน ค่าบริการค่อนข้างถูกกว่าราคาคลินิกทั่วไป ซิลิโคนเหล่านี้จะมีคุณภาพต่ำกว่าหรือมีความบางกว่ามาตรฐาน ทำให้เพิ่มโอกาสที่ซิลิโคนจะรั่วหรือแตกได้มากยิ่งขึ้น

ดังนั้นต้องเลือก ซิลิโคนที่ได้รับมาตรฐานทางการแพทย์ วัสดุที่ใช้ทำจะมีคุณภาพดี ทนทานต่อแรงดันสูง และทนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิทั้งสูงและต่ำ

2. อายุการใช้งานของซิลิโคน

แม้ว่าซิลิโคนที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์จะมีการรับประกันคุณภาพที่ยาวนาน แต่ในความเป็นจริงแล้วซิลิโคนจะเริ่มเสื่อมสภาพตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัสดุซิลิโคนอาจเกิดการเสื่อมคุณภาพ ผู้เสริมหน้าอกควรเข้ารับการตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound) เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้น

3. การผ่าตัดหน้าอกโดยผู้ไม่ชำนาญการ

หากสาว ๆ เข้ารับการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ที่ไม่มีความชำนาญการ อาจส่งผลทำให้เกิดปัญหาตามมา เช่น การเลือกใช้ซิลิโคนผิดขนาด หรือขนาดใหญ่เกินกว่าขนาดที่เต้านมจะรับได้ ซิลิโคนเกิดการพับหรืองอ ทำให้เกิดการแตกหรือรั่วซึมออกมาในที่สุด

ซิลิโคนรั่ว

ซิลิโคนรั่ว มีโอกาสเกิดขึ้นได้ประมาณ 0.5-12% เช่นเดียวกับซิลิโคนแตก เมื่อเกิดการรั่วอาจจะมีอาการหรือไม่มีอาการก็ได้

  • ซิลิโคนแบบน้ำเกลือ ถ้าหากเกิดการรั่วจะสังเกตเห็นได้ว่าเต้านมจะขนาดไม่เท่ากัน มีข้างใดข้างหนึ่งมีขนาดเล็กลงชัดเจน
  • ซิลิโคนแบบเจล เมื่อเกิดการรั่วซึมหรือเสื่อมสภาพ จะสังเกตได้ยาก เนื่องจากซิลิโคนเจลยังคงรูปทรงเอาไว้และมีขนาดใกล้เคียงเดิม แต่ถ้าหากสังเกตให้ดีๆ อาจพอเห็นได้ว่าขนาดลดลงหรือบวมขึ้น ทำให้เต้านมทั้งสองข้างไม่เท่ากัน มีก้อนแข็งในเต้านม รู้สึกปวด เจ็บ ชา แสบร้อน หรือไวต่อความรู้สึกมากกว่าปกติ

ซิลิโคนพลิก

ซิลิโคนพลิก คือ การที่ซิลิโคนเคลื่อนที่มากเกินไปจนพลิกกลับด้าน ทำให้หน้าอกเสียรูปทรง จับเจอขอบซิลิโคน และเห็นด้านขอบของซิลิโคนนูนชัดขึ้นมา ถึงแม้ว่าลักษณะซิลิโคนพลิกจะไม่ได้ส่งผลเสียเป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่สามารถทำให้รู้สึกเจ็บได้ในบางราย และอาจสร้างความกังวลใจจากการเสียทรงของเต้านม

ผู้เสริมหน้าอกควรต้องหมั่นสังเกตตัวเอง ดังนี้

พังผืดรอบเต้านม

พังผืดรอบเต้านม เป็นอาการความผิดปกติหลังผ่าตัดเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคน ถือเป็นปัญหาที่ผู้เสริมหน้าอกสามารถพบได้บ่อยที่สุด โดยพังผืดหลังเสริมหน้าอกเกิดจากเมื่อผ่าตัดใส่ซิลิโคนเข้าไปในร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะจับได้ว่าซิลิโคนนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม และพยายามสร้างพังผืดขึ้นมาห่อหุ้มซิลิโคน เพื่อปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอม การเกิดพังผืดจะบีบรัดหน้าอกจนรู้สึกแข็ง ถึงแม้ว่าจะมีการป้องกันการเกิดพังผืดได้โดยการหมั่นนวดบริเวณเต้านม แต่ปัญหาการเกิดพังผืดก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ โดยแบ่งอาการได้เป็น 4 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 เต้านมรูปทรงปกติ เป็นธรรมชาติ ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดหรือความผิดปกติใดๆ
ระยะที่ 2 เต้านมรูปทรงปกติ แต่เมื่อสัมผัสจะรู้สึกว่าเต้านมแข็งขึ้นเล็กน้อย
ระยะที่ 3 รูปทรงของเต้านมเริ่มมีความผิดปกติ และทรงไม่กลมสวยเท่าเดิม เมื่อสัมผัสจะรู้สึกว่าเต้านมแข็งมากขึ้นจากระยะที่ 2
ระยะที่ 4 รูปทรงของเต้านมผิดรูปอย่างชัดเจน เช่น หน้าอกทั้งสองข้างไม่เท่ากัน และหัวนมชี้ไปผิดที่ผิดทาง หน้าอกแข็งขึ้นมาก และรู้สึกเจ็บทั่วบริเวณเต้านม

เกิดริ้วรอย หรือรอยย่น

เกิดริ้วรอย หรือรอยย่น เป็นปัญหาที่สามารถเกิดได้หลังจากเสริมหน้าอกไปสักระยะแล้ว โดยจะเกิดรอยย่นบริเวณขอบซิลิโคนเป็นริ้วคลื่นและสามารถมองเห็นได้ เมื่อสัมผัสจะรู้สึกผิวไม่เรียบ และขรุขระ เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่ เกิดขึ้นเนื่องจากเนื้อเต้านมบางและขาดความยืดหยุ่น โพรงหน้าอกกับขนาดของซิลิโคนไม่เหมาะสมกัน การเสริมหน้าอกโดยใช้เทคนิคใส่ซิลิโคนเหนือกล้ามเนื้อในผู้ที่มีผิวเต้านมบาง หรือจากคุณภาพของซิลิโคนไม่ผ่านมาตรฐานทางการแพทย์

ซิลิโคนเคลื่อนที่

ซิลิโคนเคลื่อนที่ อีกหนึ่งอาการที่เกิดขึ้นได้หลังจากผ่าตัดเสริมหน้าอก สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น การวางซิลิโคนไม่เท่ากัน การหดตัวของซิลิโคน กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกน้อย หรือเกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ผิวหนังบริเวณเต้านมหย่อนคล้อย จึงอาจทำให้ซิลิโคนที่เสริมมาเกิดการเคลื่อนที่ สามารถสังเกตอาการได้จาก หน้าอกข้างใดข้างหนึ่งหย่อนลงมามากกว่าอีกข้าง หรือสังเกตได้จากหัวนมที่จะชี้ลงต่ำกว่าปกติ

อาการเสี่ยงบ่งบอกว่าซิลิโคนแตกที่สามารถสังเกตได้

ผู้ที่เสริมหน้าอกสามารถสังเกตอาการตนเองว่ามีความเสี่ยงที่อาจเกิดซิลิโคนแตก ซิลิโคนรั่ว หรือซิลิโคนพลิก ได้จากอาการความรู้สึกและลักษณะภายนอกของเต้านม ดังนี้

  • หน้าอกผิดรูปไปจากปกติ เต้านมทั้งสองข้างมีขนาดไม่เท่ากัน
  • ขนาดหน้าอกเล็กลงอย่างรวดเร็ว
  • รู้สึกเจ็บปวด แสบ และมีการอักเสบบวมแดงบริเวณหน้าอก
  • รู้สึกชา หรือไวต่อความรู้สึกมากกว่าปกติ
  • หน้าอกแข็ง หรือมีก้อนแข็งภายในเต้านม

ทั้งนี้ บางรายอาจไม่มีอาการใดๆ แต่เพื่อความปลอดภัยของร่างกาย ทางที่ดีควรมาพบแพทย์เพื่อทำการอัลตราซาวนด์ ตรวจอย่างละเอียด ทุก 3 ปี

อาจเป็นเรื่องที่ใครหลายคนยังไม่ทราบว่า ซิลิโคนเสริมหน้าอกที่มีอายุเกิน 10 ปี ควรจะต้องมีการตรวจเช็ค เนื่องจากอาจเกิดการแตก (Silicone Rupture) หรือรั่วซึม (Gel Bleeding) ได้  ซึ่งเมื่อเป็นถุงซิลิโคนที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์นั้น หากเกิดการแตกหรือรั่วซึมจริง สารที่อยู่ภายในจะไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหรือสะสมจนเกิดโรคมะเร็ง แต่จะสามารถผ่าตัดแก้ไขได้ เพื่อล้างสารที่รั่วซึมหรือแตกออกให้หมดก่อนแล้วเลาะพังผืด (Capsulectomy)  พร้อมกับการเปลี่ยนถุงซิลิโคนใหม่ แต่ในกรณีที่ถุงซิลิโคนแตกหรือรั่วซึมเล็กน้อย จะยังไม่ปรากฏอาการที่ผิดปกติใด 

ดังนั้นทางการแพทย์ จะแนะนำให้ตรวจเช็คถุงซิลิโคน ด้วย Ultrasound ครั้งแรกหลังเสริมหน้าอกได้ 3 ปี จากนั้น จะแนะนำให้ตรวจซ้ำทุก 2 ปี เพื่อดูภาวะแทรกซ้อนจากการใส่ซิลิโคน พร้อมทั้งคัดกรองมะเร็งเต้านมไปด้วย

นอกจากดูแลซิลิโคนแล้ว การดูแลสุขภาพเต้านมก็เป็นสิ่งสำคัญ จึงแนะนำการตรวจเช็คเต้านมด้วยอัลตราซาวด์ โดยเฉพาะผู้หญิงทุกคนที่อยู่ในวัย 35 ปีขึ้นไป หากพบความผิดปกติตั้งแต่ไม่มีอาการ การแก้ไขจะทำได้ทันท่วงที ย่อมดีกว่ารอให้มีอาการ จนอาจร้ายแรงถึงขั้นเป็นมะเร็ง โอกาสการรักษาให้หายขาดก็ลดลง การรักษาก็ยากขึ้นด้วย

เรื่องจริง! มะเร็งเต้านม โรคที่ “ผู้ชาย” ก็เป็นได้

สาวๆหลายคน คงสงสัยว่าผู้ชายเป็นมะเร็งเต้านมได้จริงหรือ? แต่โอกาสที่ผู้ชายจะเป็นมะเร็งเต้านมมีประมาณ 0.5-1 % ต่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในผู้หญิง 100 คนเท่านั้น ซึ่งถือว่าพบได้น้อยมากค่ะ และสาเหตุส่วนใหญ่ที่พบ คือ ครอบครัวมีประวัติคนที่เป็นมะเร็งเต้านม หรือเรื่องของพันธุกรรม มีระดับฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจน (Estrogen) สูงกว่าปกติ และมีอายุที่มากขึ้น

วิธีการสังเกตุมะเร็งเต้านมในผู้ชายก็เหมือนกับผู้หญิง คือใช้วิธีคลำหาก้อนในเต้านมทั้ง 2 ข้าง หากพบว่ามีลักษณะเป็นก้อนๆ ข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้างมีการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร อีกอย่างปกติแล้วบริเวณหัวนมของผู้ชายจะไม่มีน้ำหรือของเหลวไหลออกมาได้ หากมีน้ำหรือมีเลือดไหลออกมาจากบริเวณหัวนมแสดงว่าผิดปกติ แต่ไม่ต้องถึงกับขนาดว่าต้องมาตรวจทุกเดือนแบบมะเร็งเต้านมในผู้หญิงนะคะ

การป้องกันที่ดีที่สุด คือการค้นพบให้เร็วที่สุดค่ะ ควรตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งนะคะ

ทำไมตรวจแมมโมแกรมอย่างเดียวไม่พอ จำเป็นต้องอัลตราซาวด์เพื่อคัดกรองมะเร็งเต้านม

การตรวจแมมโมแกรมอย่างเดียว อาจเพียงพอสำหรับคนไข้ในต่างประเทศ เนื่องจากด้วยสรีระแล้ว เนื้อเต้านมของชาวต่างชาติจะเป็นไขมัน จึงทำให้เอ็กซเรย์ตรวจพบได้ง่ายว่าเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่ แต่สำหรับคนไข้ในโซนเอเชียรวมถึงประเทศไทยเรานั้น เนื้อนมจะเยอะ จึงทำให้การเอ็กซเรย์แมมโมแกรมอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะมีโอกาสที่จะไม่เห็นความผิดปกติได้มากกว่า

นอกจากนั้น การตรวจด้วยแมมโมแกรมยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันความแม่นยำสูงถึง 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหนาแน่นของเนื้อเต้านม ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ความแม่นยำนั้นลดลง

ดังนั้น เพื่อให้การคัดกรองมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสรีระของคนในบ้านเรา การตรวจด้วยการอัลตราซาวด์ก็จะช่วยทำให้คัดกรองดีขึ้น เห็นก้อนได้ชัด และวินิจฉัยโรคอันนำไปสู่การรักษาได้ดียิ่งขึ้น

กินฮอร์โมนวัยทอง แล้วเจ็บเต้านม เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมไหม?

อาการหนึ่งเลยที่ผู้หญิงที่กินฮอร์โมนทดแทนวัยทองมาบอกเราหลังกินคือ…

อาการเจ็บเต้านม และมีคำถามตามมาเสมอว่า “อาการนี้สัมพันธ์กับอาการของการเกิดมะเร็งเต้านมไหม ???”

โดยปกติ อาการเจ็บเต้านมหากกินฮอร์โมน จะพบบ่อยมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 เดือนแรกหลังเริ่มกินฮอร์โมน แต่มีรายงานการวิจัยใน Gynecol Obstet Fertil Senol 2021;49 บอกให้ระวัง ว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่

1.เจ็บเต้านมมาตั้งแต่ก่อนเริ่มกินฮอร์โมน

2.เจ็บเต้านมหลังจากเริ่มกินฮอร์โมนแต่อาการเจ็บนี้มีระดับปานกลางถึงรุนแรง

สองอย่างนี้สัมพันธ์กับมะเร็งเต้านมได้ !!!

ถ้าสงสัย…. ต้องตรวจเต้านมอย่างละเอียด ตรวจคัดกรองด้วยอัลตราซาวด์ ถ้าพบความผิดปกติให้รีบรักษา แต่ถ้าไม่พบความผิดปกติให้พิจารณาลดขนาดเอสโตรเจนลง

วิธีการเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจอัลตราซาวด์ มีดังนี้

  • วิธีการตรวจไม่ยุ่งยาก และไม่ได้ทำให้เกิดความเจ็บปวด
  • ไม่ต้องอดอาหารและสามารถดื่มน้ำได้ตามปกติ
  • ไม่ทาโลชั่น ครีม แป้ง หรือโรลออนบริเวณรักแร้และเต้านม
  • ใส่เสื้อผ้าตามที่สถานพยาบาลกำหนด
  • หากผ่านการเสริมหน้าอกมาก่อน หรือมีความผิดปกติ เช่น คลำพบก้อนเนื้อ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนตรวจ

หมายเหตุ: ราคาโปรโมชั่นนี้เฉพาะคนที่ทำการมัดจำจองคิวเท่านั้น
ราคาข้างต้น
– รวมค่าแพทย์และค่าส่งรูปผ่านไลน์หลังตรวจแล้ว
– ไม่รวมค่า USB หากคนไข้ต้องการรูปใส่ลงใน USB จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
เงื่อนไขเป็นไปตามที่คลินิกกำหนด

หมายเหตุ: เนื่องจาก คนไข้จองคิวมีการยกเลิกนัด (ทางคลินิก ขออนุญาตมัดจำ) ทางคลินิกจึงขอให้ท่านอ่านรายละเอียดการตรวจและหากมั่นใจว่าต้องการจองคิว สามารถขอรายละเอียดการจองคิวได้ทางไลน์ ทางคลินิกรับเฉพาะจองคิวเท่านั้น

2 เหตุผลง่ายๆที่หลายคนมาตรวจที่ รักษาคลินิก

1. “เครื่องมือระดับสากล”

เครื่องอัลตราซาวด์ เครื่องมือราคาหลายล้าน ที่ รักษาคลินิก เลือกใช้ เป็นเครื่องที่ผ่านมาตรฐานเครื่องมือแพทย์จากระดับสากล ทั้งมาตรฐานกลางของเขตเศรษฐกิจยุโรป (CE) และมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) พร้อมทั้งการันตีด้วย รางวัล Reddot winner 2021 ในด้านการออกแบบเครื่อง Ultrasound Premium และมั่นใจในระบบ smart AI ด้วยโปรแกรม Shear wave และ Liver Elastography ที่มีประสิทธิภาพ จากการประเมินผ่าน Society of Radiologists in Ultrasound Liver Elastography, 2020

โปรแกรม Strain & Shear wave Elastography เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยคัดกรองมะเร็งเต้านมร่วมกับอัลตราซาวด์ให้แม่นยำมากขึ้น โดยตรวจวัดความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อ ระดับความแข็งของก้อนที่ตรวจพบ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์โรคมะเร็ง การทำ Elastography เต้านม จากงานวิจัยได้รับการยืนยันแล้วว่า มีประโยชน์เมื่อทำร่วมกับอัลตราซาวด์โดยเฉพาะในก้อนที่มีขนาดเล็กน้อยกว่า 5 mm และถุงน้ำที่มีส่วนเนื้อปะปนอยู่ภายใน ซึ่งอาจไม่เห็นจากภาพแมมโมแกรม โดยช่วยลดอัตราการเจาะตรวจชิ้นเนื้อที่ไม่จำเป็น

โปรแกรม Share wave elastography ที่ได้รับการประเมินผ่านจาก Society of Radiologists in Ultrasound Liver Elastography, 2020 เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ใช้ในการประเมินดูสภาวะตับแข็ง ระดับพังผืดในเนื้อตับ และปริมาณไขมันสะสมในตับ เป็นการตรวจที่แม่นยำ และลดอัตราเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการเจาะตับ โดยเกณฑ์การวัดจะบอกเป็นตัวเลขในการประเมินผล ทำให้บอกระดับความรุนแรงของโรคได้อย่างชัดเจน และเป็นประโยชน์ในการติดตามการรักษา

การตรวจอัลตราซาวด์ เปรียบเสมือนการถ่ายรูปภาพจากกล้อง เครื่องอัลตราซาวด์ที่รักษาคลินิกเลือกใช้เป็นเครื่องรุ่นใหม่ มีเทคโนโลยีการสร้างภาพที่ทันสมัย ให้ภาพที่มีความละเอียดสูง ภาพที่ถ่ายออกมาจึงมีคุณภาพมากกว่าเครื่องรุ่นเก่า ทำให้เพิ่มความแม่นยำการแปลผล อีกทั้งสามารถส่งรูปผ่านไลน์ได้ทันที จึงเป็นประโยชน์หากต้องใช้ภาพในการรักษาต่อ

ความแม่นยำของการตรวจรักษาคือจุดประสงค์หลักที่คุณหมอนิคใส่รายละเอียดลงไปในทุกขั้นตอนการตรวจ คุณหมอเลือกใช้เครื่องอัลตราซาวด์รุ่นใหม่ คุณภาพสูงเพื่อความสมบูรณ์แบบในการตรวจ

เครื่องอัลตราซาวด์รุ่นใหม่ที่รักษาคลินิก ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด มีมาตรฐานสากล

ระบบเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ร่วมกับระบบ smart AI ในการประมวลผลอัตโนมัติ จะช่วยให้ภาพคมชัด ลดความแปรปรวนในการตรวจ เพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการแปลผลได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การรักษาโรคอย่างตรงจุด พร้อมส่งรูปคุณภาพคมชัดผ่านไลน์ทันที เพื่อความสะดวกและการส่งต่อข้อมูลสู่แผนการรักษาที่ไหลลื่น แม่นยำ และมีคุณภาพ

2. “ตรวจโดยแพทย์เฉพาะทาง”

คุณหมอนิคเป็นหมอเฉพาะทางด้านอัลตราซาวด์ (Diagnostic Radiology) ศึกษาจบแพทยศาสตรบัณฑิตจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หลังจากนั้นได้ไปศึกษาเพิ่มเติมที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมา คุณหมอได้เปิดคลินิก ภายใต้ชื่อ รักษาคลินิก

โดยคุณหมอหมั่นอัพเดทความรู้ เทคนิคและเทคโนโลยีใหม่ๆตลอดเวลา เพื่อให้การตรวจรักษาครอบคลุม แม่นยำและมีประสิทธิภาพที่สุดมากขึ้น

อีกหนึ่งในจุดเด่นที่คนไข้หลายคนประทับใจคือความน่ารักเป็นกันเองของคุณหมอที่พร้อมจะให้คำปรึกษาและตอบคำถามอย่างเป็นกันเอง

มั่นใจ การวินิจฉัยโรคโดยแพทย์เฉพาะทาง
💚 Ultrasound ON DEMAND
✅ แม่นยำ ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย
✅ ประทับใจ กับ การบริการที่มืออาชีพ
✅Walk in
✅ได้ผลทันที
💚ไม่มีการรอ ส่งผลผ่านไลน์ทันที

วันและเวลาทำการ รักษาคลินิก

วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 16:00 – 19:00 น. หยุดวัน พฤหัส
วันเสาร์ – วันอาทิตย์ เวลา 9:00 – 18:00 น.
จองคิวเท่านั้น

หมายเหตุ:

  • ทางคลินิก ไม่มีบริการ รักษาออนไลน์ การรักษาของทางคลินิก เป็นการตรวจร่างกายหาสาเหตุและทำการรักษาเพราะอาการเหมือนกัน สาเหตุอาจมาต่างกัน
  • เนื่องจากมีผู้จองคิวแล้วไม่มา ทำให้คนไข้คนอื่นเสียสิทธิ์ในการรักษา สามารถจองคิวได้ แต่ทางคลินิกขออนุญาตให้สิทธิ์กับผู้ที่มาถึงคลินิกก่อนได้รับบริการก่อน ทางคลินิกต้องขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ


📌แผนที่ : https://bit.ly/3oAYhjS

Discover more from รักษาคลินิก By Dr.Nick

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading