หาสาเหตุ ปวดท้อง แน่นท้องไม่ทราบสาเหตุ ปัสสาวะผิดปกติ ง่ายๆ ไม่เจ็บ รู้ผลทันที ที่ รักษาคลินิก ท่ามะกา กาญจนบุรี

เคยสงสัยไหมคะ ว่าเราปวดท้องไปหาหมอ รักษามาก็หลายครั้งไม่หายสักที หรือให้ยาโรคกระเพาะมาทานก็ไม่หายสักที หรือมีปัสสาวะที่ผิดปกติ รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย
โดยปกติแล้วหากรักษาไม่หาย แพทย์จะส่งมาอัลตราซาวด์หาสาเหตุอื่นๆ เพื่อการรักษาที่ตรงจุด แต่โดยส่วนใหญ่อัลตราซาวด์จะทำได้ที่ โรงพยาบาลเท่านั้น และรอคิวนานมาก

หมายเหตุ: ราคาโปรโมชั่นนี้เฉพาะคนที่ทำการมัดจำจองคิวเท่านั้น
ราคาข้างต้น
– รวมค่าแพทย์และค่าส่งรูปผ่านไลน์หลังตรวจแล้ว
– ไม่รวมค่า USB หากคนไข้ต้องการรูปใส่ลงใน USB จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
เงื่อนไขเป็นไปตามที่คลินิกกำหนด

ปวดท้องบอกอะไร เป็นโรคกระเพาะไหมนะ?

เราทุกคนต่างก็ต้องเคยผ่านประสบการณ์ปวดหรือแน่นบริเวณช่องท้องกันมาแล้ว ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในรูปแบบที่แตกต่างกันไป อาจเป็นการปวดแน่น ปวดเกร็ง ปวดบีบ หรือปวดรำคาญ อาการปวดท้องเหล่านี้ ส่งสัญญาณที่บอกถึงปัญหาสุขภาพได้หลายประการ

เมื่อมีอาการปวดท้องหลายคนจึงคิดถึงโรคกระเพาะก่อนเป็นสาเหตุแรก แต่ในความจริงแล้วอาการปวดท้องนั้นอาจเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ การตรวจด้วยอัลตราซาวด์ช่องท้อง จึงเป็นหนึ่งในวิธีการตรวจช่วยหาสาเหตุอาการปวด แบบปลอดภัย ไม่อันตรายเนื่องจากไม่มีรังสี เพื่อนำไปสู่การรักษาที่ตรงจุด

ปัญหาที่พบได้กับหลายๆ คน คือ มีอาการปวดท้องเรื้อรัง ปวดโดยไม่ทราบสาเหตุ ไปพบแพทย์ตรวจเบื้องต้นก็ไม่พบความผิดปกติ แต่อาการปวดท้องก็ยังคงมีอยู่ หมายความว่าต้องมีความผิดปกติใดเกิดขึ้น และเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพื่อค้นหาต้นตอของความปวดนั้น

เนื่องจากระบบทางเดินอาหารครอบคลุมหลายอวัยวะ อาการปวดท้องจึงสามารถเกิดได้จากความผิดปกติของอวัยวะนั้นๆ เช่น กระเพาะอาหาร ท่อน้ำดี ถุงน้ำดี ตับ ตับอ่อน ซึ่งอาจเป็นโรคโดยทั่วไป หรือเป็นโรคที่มีความร้ายแรง เช่น มะเร็ง จึงทำให้เกิดความผิดปกติที่ไม่ทราบสาเหตุ

หากท่านมีอาการเหล่านี้ แนะนำให้นัดหมายเข้ามาตรวจหาสาเหตุ เพื่อรับการรักษาที่ตรงจุดนะคะ

  • ท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อยหลังทานอาหารไขมันสูง เป็นๆหายๆเรื้อรัง
  • เบื่ออาหาร อิ่มเร็ว รับประทานอาหารได้น้อยลง
  • แน่นท้องเรื้อรัง
  • ปวดท้องที่ไม่หายไปเอง ปวดถี่ขึ้น ปวดมากขึ้น
  • ปวดใต้ลิ้นปี่ / ชายโครงขวา
  • ปวดร้าวไปสะบักขวา
  • ปวดบั้นเอว
  • ปวดท้องกลางคืนจนไม่สามารถนอนหลับได้
  • ปวดหน่วงท้องน้อย
  • มีภาวะตับอักเสบ
  • ตัวเหลืองตาเหลือง ท้องโต คลำพบก้อนในท้อง
  • น้ำหนักลดโดยที่ไม่ได้ตั้งใจลด
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
  • ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือ ไวรัสตับอักเสบซี
  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • ผู้ป่วยโรคตับแข็ง
  • มีภาวะอ้วน ตับอักเสบจากไขมันพอกตับ
  • ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน
  • ปัสสาวะขัด/สะดุด
  • ปัสสาวะเป็นสีล้างเนื้อ
  • ปัสสาวะออกน้อย
  • ปัสสาวะเป็นฟอง
  • สงสัยพบก้อนในช่องท้อง

หากมีอาการข้างต้นแนะนำให้รีบนัดหมายเข้ามาตรวจเพื่อหาสาเหตุและรีบรับการรักษา ในขณะตรวจแพทย์จะตรวจเบาๆผ่านเครื่องอัลตราซาวด์ โดยแพทย์และผู้ป่วยจะมองเห็นภาพอวัยวะจากการตรวจบนจอเครื่องตรวจไปพร้อม ๆ กัน เวลาในการตรวจขึ้นกับตำแหน่งอวัยวะที่ต้องการตรวจและความผิดปกติ หลังการตรวจอัลตราซาวด์ไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ สามารถกลับบ้านได้ทันที ผู้ป่วยจะสามารถขับรถ ดื่มน้ำ รับประทานอาหาร และทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ ผลการตรวจคนไข้จะทราบผลทันที โดยแพทย์จะอธิบายหรือพูดคุยเกี่ยวกับผลลัพธ์การตรวจในวันนั้นเลยว่าปกติหรือมีความผิดปกติบริเวณอวัยวะส่วนไหน อย่างไร อีกทั้งยังมีการส่งภาพผ่านไลน์ และพิมพ์ผลการตรวจชัดเจน

ปวดแบบไหนที่รอไม่ได้?

ถ้าคุณมีอาการปวดท้องแบบเป็นๆ หายๆ เกิน 4 สัปดาห์ควรมาพบแพทย์

แต่ถ้าหากมีอาการปวดท้องร่วมกับสัญญาณเตือนต่อไปนี้ต้องรีบพบแพทย์ทันที!!

* รับประทานยาลดกรดแล้ว 1 – 2 สัปดาห์แต่ไม่ดีขึ้น ยังปวดท้องอยู่หรือมีอาการอื่นเพิ่มเติม
* ปวดท้องโดยมีอาเจียนร่วมด้วย
* ปวดท้องเปลี่ยนรูปแบบ เช่น จากที่เคยปวดแสบกลายเป็นปวดบีบ ปวดเกร็ง ปวดรุนแรงขึ้น 
* ตัวเหลือง ตาเหลือง
* มีไข้เรื้อรัง 37.5 – 38 องศาตลอดเวลา 
* น้ำหนักลดเกินร้อยละ 10 ภายใน 1 – 2 เดือน
* เบื่ออาหาร
* อ่อนเพลีย
* รู้สึกอาหารไม่ย่อย หรือรู้สึกไม่สบายท้อง
* ท้องอืด หลังรับประทานอาหาร
* ท้องอืดเรื้อรัง
* แน่นท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือหน้าท้องช่วงบน
* แน่นท้องกลางดึกหลังจากที่หลับไปแล้ว หรือแน่นท้องเรื้อรังเป็นๆหายๆ
* คลำพบก้อนในท้อง ท้องผูก หรือท้องผูกสลับท้องเสีย

หากมีอาการข้างต้น อาจเสี่ยงมะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง ถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง นิ่วในถุงน้ำดี เป็นต้น แนะนำให้ตรวจหาสาเหตุด้วยอัลตราซาวน์ช่องท้อง เพื่อหาสาเหตุการปวดท้องและรับการรักษาอย่างตรงจุด

ดูแลภายใต้แพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์มากกว่าหมื่นเคสและหมั่นอัพเดทความรู้ทางการแพทย์ใหม่ๆอย่างสม่ำเสมอ

รักษาคลินิก ตั้งอยู่ ใกล้โลตัสท่ามะกา จังหวัด กาญจนบุรี

นิ่วในถุงน้ำดี โรคยอดฮิต ของสายบุฟเฟต์ต้องระวัง

ชีวิตคนทำงาน ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือน หรือค้าขาย เชื่อเหลือเกินว่าจะมีอะไรสุขไปกว่าการได้ให้รางวัลตัวเอง ด้วยการทานของอร่อยๆไม่ว่าจะบุฟเฟต์ ชาบู ปิ้งย่าง ฯลฯ เพราะรสชาติอาหารเหล่านี้ล้วนมีส่วนในการช่วยเยียวยาทำให้เราหายเหนื่อยและมีความสุข แต่หลายๆ คนลืมไปว่า อาหารทอด อาหารปิ้งย่าง ไขมันสูง เหล่านี้ มีส่วนในการเป็นสาเหตุสำคัญของโรคร้ายหลายๆ โรคด้วย ซึ่งหนึ่งในโรคอันตรายที่หลายคนอาจไม่คุ้นแต่ปัจจุบันพบว่าเป็นกันมากขึ้นๆ ก็คือ “นิ่วในถุงน้ำดี” ที่หากเป็นแล้วล่ะก็ทางเดียวที่ดีที่สุดของการรักษาก็คือต้องผ่าตัดเท่านั้น!!

โรคนิ่วในถุงน้ำดีเป็นโรคในระบบทางเดินอาหารที่สามารถเกิดขึ้นได้ ส่วนใหญ่มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยพบได้ตั้งแต่อายุ 30 – 50 ปี ความน่าสนใจของโรคนี้คือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเป็นโรคกระเพาะอาหารจึงหายามารับประทานเอง จนกระทั่งอาการรุนแรงจึงมารับการรักษา เพราะฉะนั้นการรู้ทันโรคนิ่วในถุงน้ำดีจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย

อาการบอกโรค

นิ่วในถุงน้ำดีอาจไม่แสดงอาการใด ๆ หรือมีบางอาการ แต่ไม่ครบทุกอาการดังต่อไปนี้ 

  • ท้องอืด
  • แน่นท้อง อาหารไม่ย่อยหลังทานอาหารไขมันสูง เป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง
  • ปวดใต้ลิ้นปี่ / ชายโครงด้านขวา 
  • ปวดร้าวที่ไหล่ / หลังขวา 
  • คลื่นไส้อาเจียน (ถุงน้ำดีติดเชื้อ) 
  • มีไข้หนาวสั่น 
  • ดีซ่าน / ตัว – ตาเหลือง  (เมื่อก้อนนิ่วอุดในท่อน้ำดี)
  • ปัสสาวะสีเข้ม  (เมื่อก้อนนิ่วอุดในท่อน้ำดี)
  • อุจจาระสีขาว (เมื่อก้อนนิ่วอุดในท่อน้ำดี)


ทั้งนี้ก้อนนิ่วที่ตกตะกอนอาจมีขนาดเล็กเท่าเม็ดทรายหรือใหญ่เท่าลูกกอล์ฟ จำนวนมีได้ตั้งแต่หนึ่งก้อนไปจนถึงหลายร้อยก้อนได้ หากมีขนาดใหญ่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดมะเร็งถุงน้ำดีได้

เลื่อนรูปเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม ☝☝☝

หมายเหตุ: เนื่องจาก คนไข้จองคิวมีการยกเลิกนัด (ทางคลินิก ขออนุญาตมัดจำ) ทางคลินิกจึงขอให้ท่านอ่านรายละเอียดการตรวจและหากมั่นใจว่าต้องการจองคิว สามารถขอรายละเอียดการจองคิวได้ทางไลน์ ทางคลินิกรับเฉพาะจองคิวเท่านั้น

รายละเอียดการตรวจ

  • ตับ
  • ถุงน้ำดี / นิ่วในถุงน้ำดี / ติ่งเนื้อในถุงน้ำดี
  • ท่อน้ำดี
  • ไต / นิ่วในไต / ท่อไต / กรวยไต
  • ม้าม
  • ตับอ่อน
  • กระเพาะปัสสาวะ / นิ่ว
  • น้ำในช่องท้อง / ก้อนในช่องท้อง
  • หลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้อง
  • มดลูก (สำหรับผู้หญิง)
  • ต่อมลูกหมาก (สำหรับผู้ชาย)

การตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ ภายในช่องท้อง 8 อวัยวะ

  • ตับ ตรวจดูก้อนเนื้องอกหรือการแพร่กระจายของมะเร็งจากอวัยวะอื่นๆ มายังตับ ตรวจดูขนาดของตับ ดูภาวะผิดปกติต่างๆ
  • ถุงน้ำดี ตรวจหานิ่วในถุงน้ำดี ภาวะถุงน้ำดีอักเสบ ติ่งเนื้อ เนื้องอกและมะเร็ง
  • ท่อน้ำดี ตรวจดูภาวะอุดตันจากนิ่ว หรือเนื้องอก/มะเร็ง ภาวะตีบตัน หรือโป่งพอง ซึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติแต่กำเนิด
  • ตับอ่อน ตรวจดูเนื้องอก/มะเร็ง ภาวะตับอ่อนอักเสบ ตรวจหานิ่วในท่อตับอ่อน
  • ม้าม ดูขนาดของม้าม
  • ไต ตรวจหานิ่วในเนื้อไต และท่อไต ตรวจหาเนื้องอกและถุงน้ำของไต วัดขนาดไตในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ไตอักเสบ ความผิดปกติแต่กำเนิด
  • การตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะอุ้งเชิงกราน มดลูก ดูขนาดของมดลูก ภาวะต่อมลูกหมากโต ตรวจหาเนื้องอก และก้อนเนื้อในอุ้งเชิงกราน
  • ตรวจดูการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง
  • ตรวจดูความผิดปกติของหลอดเลือด เช่น ภาวะหลอดเลือดแดงโป่งพอง ภาวะหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน เป็นต้น

การเตรียมตัวก่อนการตรวจ

  • งดข้าว งดน้ำก่อนตรวจ อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนตรวจ
  • ทานยาประจำได้ปกติ
  • กลั้นปัสสาวะ อย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงก่อนตรวจ

ว่าด้วยเรื่องของ “ตับ”

“ตับ” แข็งแรงมากเป็นอวัยวะเดียวของร่างกายที่สามารถแบ่งตัวสร้างเซลล์ใหม่ ทดแทนเซลล์ที่เสียหายได้เสมอ แต่เราไม่ควรทำให้ตับอักเสบเรื้อรังเพราะการซ่อมตนเองจะทำให้เกิดพังผืดอาจมีตับแข็งตามมาได้
เมตาบอลิซึมมากมายของร่างกายทำผ่านตับ เช่น

  • ตับเป็นด่านแรกที่ดักจับและกรองเชื้อโรคก่อนปล่อยเลือดไปสู่หัวใจ
  • เป็นแหล่งรวมการเผาผลาญสารอาหารวิตามิน แร่ธาตุทุกชนิด
  • กำจัดสารพิษทุกชนิด (ทำงานคู่กับไต)

สิ่งที่ดีต่อตับ

  • ฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบ (เอ บี)
  • ไม่สร้างภาระให้ตับ อย่างการกินยาบำรุง การกินยาสมุนไพร หรือการล้างพิษตับ

กิจกรรม หรือ สิ่งที่ทำให้ตับเสื่อมเร็ว

  • ดื่มแอลกอฮอล์
  • ผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟลุคโตสสูง จนไขมันเกาะตับ
  • รับประทานอาหารแปรรูป อาหารเก่าเก็บ เพราะอาจมีสารปนเปื้อน หรือสารก่อมะเร็ง

เมตาบอลิซึมดีๆด้วยตัวเลขสามตัว
ค่าตับ ค่าSGOT และ SGPT ต้องไม่ถึง 40 IU/L

Liver Elastography เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ตรวจตับแข็ง พังผืด ไขมันพอกตับ โดยไม่ต้องเจาะตับ

ช่วงนี้ใครๆ ก็พูดถึงเรื่องไขมันเกาะตับ เพราะเป็นชนวนนำไปสู่ปัญหาตับแข็งและมะเร็งตับได้ แล้วจะทำอย่างไร ถ้าอยากรู้ว่าเรามีไขมันเกาะตับหรือไม่? มีไขมันเกาะตับอยู่ระดับไหน? มีปัญหาตับแข็งหรือเปล่า? หรือมีความเสี่ยงมะเร็งตับอย่างไร? วันนี้เราเลยจะชวนให้รู้จักกับเทคโนโลยีดีๆ ที่คนรักตับไม่ควรพลาด

Liver Elastography เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ใช้ตรวจหาภาวะพังผืดในเนื้อตับ เพื่อดูสภาวะตับแข็ง และ วัดปริมาณไขมันสะสมในตับ ลดอัตราความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการเจาะตับ ไม่ต้องเจาะตับ ไม่เจ็บ

Liver Elastography เป็นเทคโนโลยีใหม่

โปรแกรมนี้ เหมาะกับใคร
การตรวจตับด้วย Liver Elastography Program มีประโยชน์สำหรับทุกคน ถึงแม้ว่าร่างกายภายนอกจะดูแข็งแรงสมส่วนก็ตาม โดยข้อมูลการศึกษาในประเทศจีนและฮ่องกงพบว่า ผู้ที่ไม่มีรูปร่างอ้วนและไม่มีอาการใดๆ กลับพบว่ามีไขมันเกาะตับสูงถึงร้อยละ 18 หรืออธิบายง่ายๆ ว่าในผู้ที่มีรูปร่างสมส่วน 5 คน จะมีผู้ที่ไขมันเกาะตับ 1 คน เลยทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันผู้ที่รูปร่างท้วม หรืออ้วน ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะมีไขมันเกาะตับสูงถึงร้อยละ 60 ซึ่งความท้วมหรือความอ้วนที่ว่านี้ จะวัดโดยใช้ดัชนีมวลกาย หรือ Body Mass Index (BMI) คำนวณโดยน้ำหนักตัวหารด้วยส่วนสูงยกกำลังสอง

โรคมะเร็งตับ เป็นมะเร็งที่พบได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโรคมะเร็งที่เกิดในผู้ชายไทย โดยมักพบในคนอายุ 30-70 ปี และพบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 2-3 เท่า เนื่องจากเพศชายมีปัจจัยเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง โดยโรคมะเร็งตับในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ

เจาะเลือดอย่างเดียวคัดกรองมะเร็งตับ ได้จริงๆหรือ?

การวินิจฉัยมะเร็งตับไม่สามารถใช้การเจาะเลือด ตรวจค่าตับ หรือตรวจวัดระดับ Alfa-fetoprotein:AFP เพียงอย่างเดียวได้ เพราะค่าตับปกติก็อาจมีก้อนเนื้อที่ตับได้หากมีขนาดเล็ก อีกทั้งการตรวจพบระดับ AFP ที่สูงผิดปกติ อาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ภาวะตับอักเสบ ที่อาจไม่ใช่มะเร็ง และหากเป็นมะเร็งระยะต้น AFP อาจสูงขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นการตรวจ Liver Elastorgraphy จึงเป็นหนึ่งในการคัดกรองมะเร็งตับที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถประเมินความเสี่ยงมะเร็งตับได้ จากการวัดระดับพังผืด ไขมันสะสมในตับ และค่าความแข็งของตับ โดยที่ไม่ต้องเจ็บจากการเจาะชิ้นเนื้อตับไปตรวจทางพยาธิวิทยา

เมื่อ  “ตับ” โดน “ทำร้าย”

ภาวะตับอักเสบเรื้อรังเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ภาวะไขมันพอกตับ  การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ติดต่อกันเป็นเวลานาน  การใช้ยาเกินความจำเป็น  การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ฯลฯ

เมื่อตับอักเสบติดต่อกันเป็นเวลานาน เซลล์ตับจะเสียหายมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เกิดภาวะตับแข็งได้

อาการของผู้ป่วยโรคตับแข็งแบ่งได้ 2 ระยะ  คือระยะไม่แสดงอาการ  โดยส่วนใหญ่ผู้ที่มีภาวะตับแข็งจะอยู่ในระยะไม่แสดงอาการ อาจนานนับ 10 ปี  ฉะนั้น  หากเราไม่ตรวจสุขภาพแบบเฉพาะเจาะจง  จะไม่มีทางรู้เลยว่ากำลังป่วยเป็นตับแข็ง

เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ระยะแสดงอาการ  จะมาพบแพทย์ด้วยอาการหลักๆ  อ่อนเพลีย  ตัวเหลือง  ตาเหลือง  เลือดออกแล้วหยุดยาก  เกิดขึ้นตามตัวได้ง่าย ขาบวม ท้องโต มีน้ำคั่งในช่องท้อง เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร

กลุ่มเสี่ยงที่ควรตรวจ Liver Elastography program

  • ผู้ป่วยที่อยู่ในความเสี่ยงไวรัสตับอักเสบ เช่น มีเพสสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อโดยไม่ป้องกัน การสัก เจาะหู หรือฝังเข็มโดยอุปกรณ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อไม่ถูกต้อง
  • มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งตับ
  • ดื่มสุราเป็นเวลานาน
  • ผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับ
  • ภาวะอ้วน
  • โรคไขมันในเลือดสูง
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  • ผลตรวจมีภาวะตับผิดปกติ เช่น ผลตรวจจาก Liver Function จากเลือด
  • รับประทานยา, สมุนไพร, ติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • สำหรับคนทั่วไป ที่ต้องการดูแลสุขภาพ

ดูแลตับตั้งแต่วันนี้ ก่อนสายเกินไป..

หมายเหตุ: ราคาโปรโมชั่นนี้เฉพาะคนที่ทำการมัดจำจองคิวเท่านั้น
ราคาข้างต้น
– รวมค่าแพทย์และค่าส่งรูปผ่านไลน์หลังตรวจแล้ว
– ไม่รวมค่า USB หากคนไข้ต้องการรูปใส่ลงใน USB จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
เงื่อนไขเป็นไปตามที่คลินิกกำหนด

เลื่อนรูปเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม ☝☝☝

หมายเหตุ: เนื่องจาก คนไข้จองคิวมีการยกเลิกนัด (ทางคลินิก ขออนุญาตมัดจำ) ทางคลินิกจึงขอให้ท่านอ่านรายละเอียดการตรวจและหากมั่นใจว่าต้องการจองคิว สามารถขอรายละเอียดการจองคิวได้ทางไลน์ ทางคลินิกรับเฉพาะจองคิวเท่านั้น

CT Colonography ตรวจลำไส้ใหญ่ ก่อนโรคลุกลาม

มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อย และในระยะเริ่มแรกมักไม่มีอาการผิดปกติแสดงออกมาให้เห็นจนเมื่อโรคมีการพัฒนาไปจนถึงระดับหนึ่งแล้วจึงค่อยแสดงอาการ ซึ่งก็มักจะลุกลาม หรือเป็นก้อนมะเร็งขนาดใหญ่จนยากต่อการรักษาแล้ว มะเร็งลำไส้ใหญ่พบมากขึ้นตามวัยหรืออายุที่มากขึ้น ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหากมีปัจจัยเสริม ได้แก่ มีญาติใกล้ชิดเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมีญาติเป็น มะเร็งชนิดอื่น ได้แก่ มะเร็งรังไข่, มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก หรือเป็นโรคเนื้องอกของลำไส้ใหญ่ชนิด Familial Polyposis มีประวัติเป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือ คนที่ชอบกินอาหารมันๆ และมีเส้นใยอาหารต่ำ

มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่สำคัญของประชากรทั่วโลก ถ้าวินิจฉัยได้เร็วและได้รับการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก ผู้ป่วยจะมีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีถึงร้อยละ 90 แต่ถ้าเป็นระยะท้ายซึ่งมีการแพร่กระจายไปอวัยวะอื่นๆ อัตราการรอดชีวิตเหลือเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น

ตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Colonography (CTC) / Virtual Colonoscopy)

ตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Colonography (CTC) / Virtual Colonoscopy) เป็นการตรวจโดยใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง สแกนภาพแล้วสร้างภาพของลำไส้ใหญ่ให้เป็นภาพเสมือนจริงแบบ 3 มิติ ทำให้ดูผิวหรือผนังของลำไส้ใหญ่ได้คล้ายกับการส่องกล้อง ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง สามารถค้นหาติ่งเนื้อขนาด 6-8 มิลลิเมตร ได้ถึง 85-90% และหากเป็นติ่งเนื้อขนาด 8 มิลลิเมตร จะสามารถตรวจพบได้ถึง 95-100% การตรวจด้วยวิธีนี้ไม่ยุ่งยากเท่ากับการส่องกล้องตรวจ และยังสามารถใช้เสริมการตรวจดูมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะต่างๆซึ่งมีภาวะลำไส้อุดตัน และไม่สามารถส่องกล้องเข้าไปได้ นอกจากนี้ยังสามารถดูผนังด้านนอกของลำไส้ใหญ่และอวัยวะภายในช่องท้อง ซึ่งไม่สามารถเห็นด้วยการส่องกล้องได้ด้วย

สรุปสั้นๆคือ CT Colonography เป็นการใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูงตัดผ่านบริเวณช่องท้องของผู้ป่วย แล้วใช้ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ในการสร้างภาพเสมือนจากภาพตัดขวางเหล่านั้น ทำให้เห็นรายละเอียดภายในของลำไส้ใหญ่โดยไม่ต้องใช้กล้องสอดผ่านทวารหนักเข้าไปยังลำไส้ใหญ่เพื่อดูพยาธิสภาพ

ใครที่ควรตรวจ CT Colonography

  1. ผู้มีญาติลำดับแรกเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
  2. ผู้ที่มีประวัติ มีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่
  3. ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็น Familial adenomatous polyposis (FAP) หรือ Hereditary non-polyposis colon cancer
  4. ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory bowel disease)
  5. ชายหรือหญิงที่อายุ 50 ปีขึ้นไป

คำแนะนำเพื่อป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

1. ไม่มีสารเคมีหรือยาอะไรที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ จึงไม่ควรเชื่อหรือตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อในเรื่องอาหารเสริม หรือการทำดีทอกซ์ลำไส้ใหญ่ เพราะนอกจากเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์แล้วยังเสี่ยงต่อผลแทรกซ้อนจากสารเคมี หรือเสี่ยงต่อการอักเสบหรือการแตกของลำไส้ใหญ่จากการทำดีท็อกซ์ เพราะยังไม่มีข้อพิสูจน์ถึงประโยชน์ที่ชัดเจนที่ได้รับจากการทำดีท็อกซ์

2. แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง ได้แก่ ผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง

3. ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินมาตรฐาน

4. ควรได้รับการตรวจส่องกล้องหรือ CT colonoscopy หามะเร็งในระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ มีคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็ง ไม่ว่าจะมะเร็งในอวัยวะใดๆ ก็ตาม และตามข้อแนะนำของสหรัฐอเมริกา ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปควรได้รับการตรวจลำไส้ใหญ่ รวมถึงผู้ที่เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังต่อเนื่องมายาวนาน

5. ผู้ที่มีประวัติครอบครัว มีเนื้องอกที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมบางประเภท ก็จำเป็นต้องได้รับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งตั้งแต่อายุยังน้อย

การตัดสินใจตรวจลำไส้ใหญ่ด้วย CT Colonography เป็นการตัดสินใจที่สำคัญเช่นเดียวกับการตัดสินใจในเรื่องสำคัญอื่นๆที่คุณควรเปิดโอกาสให้ตัวเองมีทางเลือกที่คิดว่าดีที่สุดก่อนที่จะตัดสินใจ ดังนั้นการขอความเห็นจากแพทย์เฉพาะทางอาจช่วยยืนยันหรือช่วยให้ผู้ป่วยได้ทางเลือกใหม่ที่เหมาะสม เพื่อที่จะเดินหน้ารักษาต่อไปด้วยความมั่นใจมากขึ้น

ก่อนปรึกษาแพทย์เพื่อขอความเห็นควรเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

  • เตรียมข้อมูลการตรวจรักษาทั้งหมดเกี่ยวกับโรคที่ต้องการปรึกษา รวมถึงโรคประจำตัวอื่นๆให้พร้อมก่อนไปพบแพทย์ เช่น ประวัติคนไข้ ผลตรวจจากห้องปฏิบัติการ ผลตรวจชิ้นเนื้อ ฟิล์มเอกซเรย์
  • เตรียมคำถามที่ต้องการสอบถามแพทย์ไว้ล่วงหน้า
  • พาสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนไปกับด้วยเพื่อช่วยถามคำถาม เก็บรวบรวมข้อมูลและช่วยในการตัดสินใจ
  • ในบางกรณีแพทย์อาจจำเป็นต้องทำการทดสอบเพิ่มเติม หากข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่ชัดเจนเพียงพอ

หากสนใจ สามารถนัดหมายเข้ามาปรึกษาเพื่อวางแผนการตรวจกับคุณหมอที่ รักษาคลินิก นะคะ

2 เหตุผลง่ายๆที่หลายคนมาตรวจที่ รักษาคลินิก

1. “เครื่องมือระดับสากล”

เครื่องอัลตราซาวด์ เครื่องมือราคาหลายล้าน ที่ รักษาคลินิก เลือกใช้ เป็นเครื่องที่ผ่านมาตรฐานเครื่องมือแพทย์จากระดับสากล ทั้งมาตรฐานกลางของเขตเศรษฐกิจยุโรป (CE) และมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) พร้อมทั้งการันตีด้วย รางวัล Reddot winner 2021 ในด้านการออกแบบเครื่อง Ultrasound Premium และมั่นใจในระบบ smart AI ด้วยโปรแกรม Shear wave และ Liver Elastography ที่มีประสิทธิภาพ จากการประเมินผ่าน Society of Radiologists in Ultrasound Liver Elastography, 2020

โปรแกรม Shear wave elastography เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยคัดกรองมะเร็งร่วมกับอัลตราซาวด์ให้แม่นยำมากขึ้น โดยตรวจวัดความระดับความแข็ง พังผืดในเนื้อตับ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์โรคมะเร็ง

โปรแกรม Share wave elastography ที่ได้รับการประเมินผ่านจาก Society of Radiologists in Ultrasound Liver Elastography, 2020 เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ใช้ในการประเมินดูสภาวะตับแข็ง ระดับพังผืดในเนื้อตับ และปริมาณไขมันสะสมในตับ เป็นการตรวจที่แม่นยำ และลดอัตราเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการเจาะตับ โดยเกณฑ์การวัดจะบอกเป็นตัวเลขในการประเมินผล ทำให้บอกระดับความรุนแรงของโรคได้อย่างชัดเจน และเป็นประโยชน์ในการติดตามการรักษา

การตรวจอัลตราซาวด์ เปรียบเสมือนการถ่ายรูปภาพจากกล้อง เครื่องอัลตราซาวด์ที่รักษาคลินิกเลือกใช้เป็นเครื่องรุ่นใหม่ มีเทคโนโลยีการสร้างภาพที่ทันสมัย ให้ภาพที่มีความละเอียดสูง ภาพที่ถ่ายออกมาจึงมีคุณภาพมากกว่าเครื่องรุ่นเก่า ทำให้เพิ่มความแม่นยำการแปลผล อีกทั้งสามารถส่งรูปผ่านไลน์ได้ทันที จึงเป็นประโยชน์หากต้องใช้ภาพในการรักษาต่อ

ความแม่นยำของการตรวจรักษาคือจุดประสงค์หลักที่คุณหมอนิคใส่รายละเอียดลงไปในทุกขั้นตอนการตรวจ คุณหมอเลือกใช้เครื่องอัลตราซาวด์รุ่นใหม่ คุณภาพสูงเพื่อความสมบูรณ์แบบในการตรวจ

เครื่องอัลตราซาวด์รุ่นใหม่ที่รักษาคลินิก ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด มีมาตรฐานสากล

ระบบเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ร่วมกับระบบ smart AI ในการประมวลผลอัตโนมัติ จะช่วยให้ภาพคมชัด ลดความแปรปรวนในการตรวจ เพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการแปลผลได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การรักษาโรคอย่างตรงจุด พร้อมส่งรูปคุณภาพคมชัดผ่านไลน์ทันที เพื่อความสะดวกและการส่งต่อข้อมูลสู่แผนการรักษาที่ไหลลื่น แม่นยำ และมีคุณภาพ

2. “ตรวจโดยแพทย์เฉพาะทาง”

คุณหมอนิคเป็นหมอเฉพาะทางด้านอัลตราซาวด์ (Diagnostic Radiology) ศึกษาจบแพทยศาสตรบัณฑิตจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หลังจากนั้นได้ไปศึกษาเพิ่มเติมที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมา คุณหมอได้เปิดคลินิก ภายใต้ชื่อ รักษาคลินิก

โดยคุณหมอหมั่นอัพเดทความรู้ เทคนิคและเทคโนโลยีใหม่ๆตลอดเวลา เพื่อให้การตรวจรักษาครอบคลุม แม่นยำและมีประสิทธิภาพที่สุดมากขึ้น

อีกหนึ่งในจุดเด่นที่คนไข้หลายคนประทับใจคือความน่ารักเป็นกันเองของคุณหมอที่พร้อมจะให้คำปรึกษาและตอบคำถามอย่างเป็นกันเอง

ทำไมต้องตรวจ อัลตราซาวด์

อัลตราซาวด์ (Ultrasound) เป็นการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง ที่มากกว่า 20,000 Hz หลักการคือ การส่งคลื่นเสียงจากหัวตรวจ (Transducer) ไปกระทบกับเนื้อเยื่อต่างๆในร่างกาย ซึ่งมีความสามารถในการผ่านและสะท้อนกลับไม่เท่ากัน หัวตรวจจะรับสัญญาณคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับ มาประมวลผลและสร้างเป็นภาพขึ้น เพื่อใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรค

ข้อดีของการอัลตราซาวด์

1. ไม่เจ็บ
2. ไม่มีรังสี จึงปลอดภัยกว่าการตรวจที่ใช้รังสี เช่น X-ray หรือ CT scan
3. ตรวจได้ทุกเพศ ทุกวัย สามารถตรวจในผู้ที่ไม่สามารถตรวจแบบใช้รังสีเอกซเรย์ และผู้ที่แพ้สารทึบรังสีได้ด้วย เช่น สตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีภาวะไตวาย ปลอดภัย ไม่มีผลแทรกซ้อน และไม่มีอันตรายจากรังสีตกค้าง
4. ตรวจซ้ำ หรือติดตามผลได้บ่อย โดยไม่เป็นอันตราย
5. ตรวจดูเนื้อเยื่อได้ชัดเจนกว่าการเอกซเรย์ทั่วไป
6. ใช้ตรวจอวัยวะต่าง ๆ ได้กว้าง ทำให้มีประสิทธิภาพที่ดีในการคัดกรองโรค
7. ค่าใช้จ่ายในการตรวจน้อยกว่าวิธีอื่น ๆ

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางที่เวลาตรวจอัลตราซาวด์แล้ว ไม่ได้ให้ผลการตรวจเรากลับมาหล่ะ !!

การอัลตราซาวด์เป็นการตรวจที่ต้องอาศัยความชำนาญและประสบการณ์ของผู้ตรวจ จึงแนะนำให้ตรวจกับคุณหมอเฉพาะทางด้านการทำอัลตราซาวด์ (แพทย์รังสีวิทยาวินิจฉัย) เพื่อการตรวจและคัดกรองโรคต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ และยังสามารถออกผลการตรวจอย่างเป็นทางการได้ เพื่อนำผลการตรวจนี้ไปรักษาต่อ หรือติดตามการรักษาที่โรงพยาบาลอื่น หรือ โรงพยาบาลที่รักษาอยู่ประจำได้

การเตรียมตัวอย่างไรถ้าต้องตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง

  • ควรงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงขึ้นไป
  • ควรกลั้นปัสสาวะก่อนตรวจอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง
  • สามารถทานยาประจำได้ปกติ

✅ ใช้เวลาตรวจไม่นาน 15-30 นาที
✅ ไม่เจ็บ ไม่อันตราย ไม่มีรังสี ตรวจได้ทุกเพศ ทุกวัย
✅ ไม่ต้องรอ ได้ผลส่งผ่านไลน์ ทันที

มั่นใจ การวินิจฉัยโรคโดยแพทย์เฉพาะทาง
💚 Ultrasound ON DEMAND
✅ แม่นยำ ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย
✅ ประทับใจ กับ การบริการที่มืออาชีพ
✅ โทรจองคิว
✅ ได้ผลทันที
💚 ไม่มีการรอ ส่งผลผ่านไลน์ทันที

วันและเวลาทำการ รักษาคลินิก

วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 16:00 – 19:00 น. หยุดวัน พฤหัส
วันเสาร์ – วันอาทิตย์ เวลา 9:00 – 18:00 น.
จองคิวเท่านั้น

หมายเหตุ:

  • ทางคลินิก ไม่มีบริการ รักษาออนไลน์ การรักษาของทางคลินิก เป็นการตรวจร่างกายหาสาเหตุและทำการรักษาเพราะอาการเหมือนกัน สาเหตุอาจมาต่างกัน

Discover more from รักษาคลินิก By Dr.Nick

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading